กลับมาพบกันอีกครั้งในบทว่าด้วยตัวละครริคุช่วงที่ 2 นะครับ

เตือนไว้ก่อนสำหรับผู้ที่ไม่เคยอ่านเรื่อง World Embryo มาก่อนนะครับ ว่าจากนี้ไปจะมีศัพท์เทคนิคต่างๆ ภายในเรื่องหลุดออกมาบ้างแล้ว แต่ผมจะพยายามอธิบายในบทความให้กระจ่างที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม หากอ่านในนี้แล้วยังไม่ค่อยเข้าใจ ก็ลองหาหนังสือตั้งแต่เล่ม 1 - 4 (เล่ม 4 ออกวันที่ 17 พ.ย. นะครับ) มาอ่านประกอบได้ครับ

และสำหรับผู้ที่ได้อ่านผ่านตากับเนื้อเรื่อง World Embryo มาแล้ว เนื่องจากในช่วงที่ 2 นี้จะมีการเท้าความเรื่องที่ค่อนข้างยาวพอสมควร เพราะผมพยายามเขียนให้ผู้ที่ไม่ได้อ่านเรื่อง World Embryo มาก่อนได้เข้าใจโลกทัศน์ของเรื่องไปด้วย และอีกส่วนหนึ่งก็เพื่อเน้นให้เห็นถึงสิ่งที่ริคุต้องประสบต้องแบกรับตลอดทั้งเรื่อง จนเป็นเหตุให้เขาเลือกทางชีวิตดังที่เราๆ ท่านๆ ได้เห็นจนถึงตอนปัจจุบัน ด้วยเหตุนี้ รายละเอียดด้านการเท้าความจึงอาจจะเยอะไปสักนิด หากตรงส่วนนี้ทำให้บทความช่วงที่ 2 ดูเยิ่นเย้อขาดความน่าสนใจไปบ้าง ผมก็ขออภัยไว้ ณ ตรงนี้ด้วยนะครับ

อนึ่ง จะขอยกบางส่วนที่เคยเขียนไว้ในกระทู้ Review เรื่อง World Embryo มาประกอบการเล่าชีวิตช่วงครึ่งหลังที่เหลือของริคุนะครับ ถ้าทำให้รู้สึกว่าซ้ำซ้อนไปก็ขออภัยเช่นกันครับ

 

 

 

 


อามามิ ริคุ...เด็กเลี้ยงแกะในคราบหมาป่า (2) "หมาป่า"

 

 

 

เคยมีสมาชิกท่านหนึ่งในบอร์ดพันทิพแสดงความเห็นไว้ว่า ริคุเป็นตัวละครที่ใกล้เคียงความเป็นตัวร้ายกลับใจมากกว่าพระเอกซะอีก

แม้จะจำไม่ได้ว่าท่านใดเป็นผู้กล่าวไว้ (ขออภัยจริงๆ ครับที่จำไม่ได้ เพราะผมหาจากกระทู้ World Embryo ที่เคยเก็บๆ ไว้ไม่เจอจำได้แต่ผู้พูดเป็นสมาชิกบอร์ดพันทิพเท่านั้น) แต่ที่แน่ๆ เหตุผลข้อนี้ผมเห็นด้วยเต็มๆ เลยละครับ

การ์ตูน ภาพยนตร์ หรือนิยายหลายต่อหลายเรื่อง มักเสนอภาพตัวละครแนวตัวร้ายกลับใจในรูปแบบของคนที่แสดงความเลว ความร้ายกาจ  และความเป็นปฏิปักษ์ต่อพระเอกหรือตัวละครอื่นๆ ในภายนอก แต่ภายในใจกลับซุกซ่อนความเป็นมนุษย์เอาไว้อย่างเต็มเปี่ยม ภาพลักษณ์อันร้ายกาจเหล่านั้นเป็นเพียงผลลัพธ์จากเหตุบางอย่างซึ่งเลวร้ายเกินกว่ามนุษย์คนหนึ่งจะทานทนแบกรับไว้เฉยๆ ได้ จนต้องลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างเพื่อลบล้างตัวต้นเหตุนั้นให้หายไป แม้ว่าจะต้องตกลงสู่ด้านมืดก็ตาม

และความเป็นมนุษย์ตรงนั้นเอง คือคีย์สำคัญที่จะช่วยดึงตัวละครแนวตัวร้ายกลับใจให้เปลี่ยนสถานะจาก "ตัวร้าย" มาเป็น "ฝ่ายพระเอก" ได้ในที่สุด

แน่นอนว่าตอนย้ายฝ่ายครั้งแรกๆ ฝ่ายตัวร้ายกลับใจก็ยังไม่ได้เปิดใจให้ฝ่ายพระเอกแบบเต็มร้อย ต้องมีเฉยมีชา มีเว้นระยะห่างจากพวกตัวเอกไม่ให้เข้าใกล้เกินไป เหมือน "หมาป่าเดียวดาย" ที่ไม่ยอมให้ใครที่ไม่คุ้นเคยเข้าใกล้ แต่เมื่อรู้จักกันนานวันเข้า ฝ่ายตัวร้ายที่กลับใจนั้นก็จะค่อยๆ กลืนเป็นหนึ่งเดียวกับฝ่ายพระเอกไปโดยที่ไม่ทันรู้ตัว

เรื่องเดียวกันนี้เกิดขึ้นกับอามามิ ริคุ เช่นกัน

มาลองฟังอดีตของริคุกันต่อครับ

2 ปีผ่านไปนับจากวันที่อามาเนะ "เสียชีวิต" ริคุเติบโตขึ้นจากนักเรียนมัธยมต้นผู้แบกรับความเศร้ามาเป็นนักเรียนมัธยมปลายผู้เรียบร้อยและแสนจะธรรมดา โชคดีที่โรงเรียนมัธยมปลายที่ริคุเลือกสอบเข้านั้นแทบไม่มีใครรู้จักริคุ ริคุจึงเริ่มต้นชีวิตใหม่อีกครั้งได้ไม่ยากนัก เขาเริ่มกลับมาใช้ชีวิตตามปกติ มีเพื่อนฝูง มีคนรู้จัก มีกิจกรรมต่างๆ ให้ได้เฮฮาตามประสาวัยรุ่น ชีวิตใหม่ครั้งที่ 2 ของริคุดูจะเรียบง่ายและสงบสุขไม่ต่างจากเมื่อช่วงปีแรกๆ สมัยเรียนมัธยมต้น

แต่ดังที่กล่าวไปแล้วในบทความช่วงที่ 1 ในส่วนลึกของจิตใจนั้น บาดแผลและความรู้สึกว่างเปล่าจากการจากไปของอามาเนะยังคงตกตะกอนอยู่ในหัวใจริคุไม่ได้เลือนหายไปกับกาลเวลา ท่าทางการใช้ชีวิตปกติเหล่านั้นเป็นเพียงเปลือกนอกที่เขาสร้างขึ้นเพื่อห่อหุ้มความรู้สึกด้านลบทั้งหลายแหล่ไว้เท่านั้น

แล้ววันหนึ่งก็มีเมล์แนบไฟล์ภาพฉบับหนึ่งส่งมาถึงริคุ ภายในเมล์มีเพียงภาพถ่ายของหญิงสาวคนหนึ่งที่หน้าตาเหมือนกับอามาเนะไม่มีผิดกำลังยืนอยู่ท่ามกลางอาทิตย์อัสดงโดยมีโรงพยาบาลคาซามะซึ่งกลายเป็นโรงพยาบาลร้างไปแล้วเป็นฉากหลัง

กับข้อความเพียงสั้นๆ ว่า "ตามหาชั้นให้พบ"

เมื่อนั้นเอง หัวใจที่กำลังจะตายอย่างช้าๆ ของริคุก็เริ่มทำงานอีกครั้ง เขามุ่งหน้าไปยังซากโรงพยาบาลคาซามะทันที หมายใจว่าอาจจะได้พบกับอามาเนะที่นั่นก็ได้

หากที่รอริคุอยู่ที่นั่นกลับไม่ใช่อามาเนะ แต่เป็น "คังชุ" (ผู้พิทักษ์โลงศพ) จำนวนมากมาย คังชุคือสัตว์ประหลาดที่เกิดจากมนุษย์ซึ่งติด "เชื้อ" บางอย่างซึ่งแพร่ไปตามสัญญาณของโทรศัพท์มือถือ ผู้ที่ติดเชื้อจะเปลี่ยนรูปร่างไปกลายเป็นสัตว์ประหลาดดุร้ายที่สูญสิ้นสามัญสำนึกของมนุษย์และออกโจมตีมนุษย์ด้วยกัน ริคุถูกฝูงคังชุรุมโจมตีจนเกือบเอาตัวไม่รอด วินาทีที่กำลังจะเสียท่านั้นเอง "โยเฮย์" อดีตเพื่อนสนิทในวัยเด็กที่จากกันไปถึง 6 ปี กับ "เรน่า" คู่หูของโยเฮย์ก็ปรากฏตัวขึ้นช่วยเหลือริคุจนรอดชีวิตมาได้

โยเฮย์ในวันนี้ไม่ใช่มนุษย์ธรรมดา แต่เป็น "ผู้ใช้จิงกิ" มนุษย์ผู้สามารถใช้ “จิงกิ” ไอเทมประหลาดที่สามารถหยุดอาการกลายร่างเป็นคังชุของผู้ติดเชื้อ และมอบพลังสำหรับต่อสู้กับเหล่าคังชุให้แก่ผู้ติดเชื้อเหล่านั้นได้ ทั้งคู่ทำงานให้กับ "F.L.A.G." องค์กรซึ่งก่อตั้งขึ้นโดย "NEFT" บริษัทมือถือรายใหญ่ของญี่ปุ่นเพื่อป้องกัน ปราบปราม และค้นคว้าวิจัยเกี่ยวกับคังชุ รวมถึงสืบสวนเพื่อสาวไปให้ถึง "แหล่งแพร่" อันเป็นต้นกำเนิดเชื้อคังชุ โยเฮย์กับเรน่าช่วยกันสกัดฝูงคังชุเอาไว้เพื่อเปิดทางให้ริคุหลบหนีไป ระหว่างที่หลบหนี ริคุได้พบกับรังไหมรังหนึ่งภายในสวนของโรงพยาบาล และถูกสถานการณ์บังคับให้นำรังไหมนั้นกลับไปบ้านด้วย

หลังจากนั้น 1 วันผ่านไป รังไหมนั้นก็ขาดออก ที่ออกมาจากรังไหมนั้นคือเด็กทารกเพศหญิงคนหนึ่งซึ่งมีรูปร่างหน้าตาเหมือนอามาเนะในวัยเด็กราวกับพิมพ์เดียวกัน!!

ริคุสับสนมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น ทั้งตัวจริงอันน่าเคลือบแคลงของเด็กหญิง ทั้งความทรงจำเกี่ยวกับคังชุที่ได้พบเจอ ทำให้ริคุระแวงว่าเด็กหญิงผู้นี้อาจเกี่ยวข้องอะไรกับพวกปีศาจเหล่านั้นก็ ได้ แต่ด้วยหน้าตาที่เหมือนกับอามาเนะบวกกับกิริยาไร้เดียงสาของเด็กน้อย ริคุกับชิสึรุจึงตัดสินใจเลี้ยงเด็กคนนี้ไว้ที่บ้าน และตั้งชื่อให้ว่า "เนเน่" (เป็นคำพ้องเสียงกับคำว่า "พี่สาว" ในภาษาญี่ปุ่น)

นับแต่วันนั้น ชะตาชีวิตของริคุ...รวมถึงคนรอบข้างของริคุก็บิดผันไปโดยสิ้นเชิง มีตัวละครมากมายเข้ามาเกี่ยวข้องกับเขาและคนรอบข้างตัวเขา ทั้งพวกคังชุที่มีเป้าหมายจะจับตัวเนเน่ ทั้งผู้ใช้จิงกิของ F.L.A.G. รวมถึง "ทาคาโอะ" ฆาตกรวัยรุ่นชื่อดังเจ้าของฉายา "ปีศาจ" และเป็นที่รู้จักของ F.L.A.G. ในฐานะ "นักล่าจิงกิ" ที่แย่งชิงจิงกิจากผู้ใช้มาแล้วนับไม่ถ้วน

รวมทั้ง "แหล่งแพร่" ผู้เป็นตัวการแพร่เชื้อคังชุ และเป็นหัวหน้าผู้บงการเหล่าคังชุก็พยายามจะเข้าหาริคุกับเนเน่เช่นเดียวกัน!!

ท่ามกลางวังวนแห่งความขัดแย้งนั้น ริคุต่อสู้ดิ้นรนเต็มที่เพื่อปกป้องเนเน่จากเหล่าคังชุที่พยายามจับตัวเนเน่ แต่มนุษย์ธรรมดาเพียงลำพังไม่อาจต่อกรกับปีศาจร้ายทั้งฝูงได้

แล้วริคุก็ถูกฆ่าตาย

เป็นเนเน่ที่ใช้พลังประหลาดชุบชีวิตริคุขึ้นมาจากความตายในสภาพของ "คังชุ" ริคุในร่างคังชุอาละวาดไล่ฆ่าฝูงคังชุที่รายล้อมรอบตัวจนหมดสิ้น แม้จะคืนสติได้ในที่สุดด้วยการช่วยเหลือจากโยเฮย์ แต่ริคุก็ถูก F.L.A.G. ควบคุมตัวอย่างแน่นหนาในฐานะ "หนูทดลองหายากที่กลายเป็นคังชุแล้วยังสามารถคงสติความเป็นคนเอาไว้ได้" โยเฮย์ตัดสินใจว่าจะช่วยริคุให้ได้ แม้จะต้องทรยศองค์กรก็ตาม หากในวันที่โยเฮย์พยายามหาทางช่วยริคุนั้นเอง ริคุกลับหาทางหนีออกจาก F.L.A.G. เสียเองเนื่องจากคำยุยงของแหล่งแพร่ และความไม่ซื่อสัตย์ของ "โทคิจิ ซาวาโกะ" ผู้อำนวยการของ F.L.A.G.

ตรงนี้อ่านเผินๆ หลายคนคงบอกว่าริคุโง่ที่หลงเชื่อคำยุของแหล่งแพร่อย่างง่ายดายถึงเพียงนั้น เพราะถึงแม้ตอนนั้นริคุจะยังไม่รู้ว่าเสียงที่แนะวิธีหนีให้ตนในตอนนั้นจะเป็นแหล่งแพร่ก็ตาม แต่หากคิดดูให้ดีๆ ก็น่าจะเข้าใจได้ไม่ยาก ว่าถึงพาเนเน่หนีไปตามคำแนะนำได้จริงก็ไม่มีอะไรรับประกันได้เลยว่าเจ้าของเสียงปลายสายนั้นจะไม่ใช่คนร้ายหรือคนอีกพวกที่คิดแสวงหาประโยชน์จากทั้งสองเช่นเดียวกับ F.L.A.G.

อย่างไรก็ตาม ก็ต้องอย่าลืมเช่นกัน ว่าตอนที่ริคุพบกับคนของ F.L.A.G. นอกเหนือจากโยเฮย์กับเรน่าเป็นครั้งแรกนั้น ทางฝ่าย F.L.A.G. เองก็ไม่ได้ปฏิบัติกับริคุอย่างเป็นมิตรเท่าไหร่นัก เรียกว่าเห็นริคุเป็นคังชุก็ตรงเข้าเล่นงานทันทีโดยไม่มีการฟังอีร้าค่าอีรม ทั้งๆ ที่ตอนนั้นริคุยังมีสติของมนุษย์อยู่ในสภาพที่พอจะพูดคุยกันได้ เล่นงานเสร็จก็จับมัดแน่นตึ้บโยนขึ้นรถส่งถึงสำนักงานใหญ่ ครั้นมาถึงสำนักงานใหญ่ ผอ.ซาวาโกะก็โผล่มาโปรยยาหอมหลอกริคุว่าจะรักษาให้ แต่ความจริงคือเห็นริคุเป็นแค่หนูทดลอง และที่พูดนั้นก็แค่จะถ่วงเวลาล่อหลอกให้ริคุเผยเบาะแสสำคัญที่จะเชื่อมโยงไปถึงแหล่งแพร่เท่านั้น

พูดง่ายๆ ก็คือ ในสายตาผอ.ซาวาโกะในตอนนั้น ริคุก็เป็นแค่เบี้ยเล็กๆ ตัวหนึ่งสำหรับใช้เดินทิ้งเพื่อล่อกินขุนที่มีชื่อว่า “แหล่งแพร่” นั่นเอง

จากที่กล่าวมาในข้างต้น แม้จะอ้างเหตุผลอย่างไร หากมองจากมุมของริคุแล้วคงบอกได้คำเดียวว่าสิ่งที่ F.L.A.G. กระทำกับเขานั้น "ร้ายกาจเกินจะรับไหว" จริงๆ

และนั่นอาจเป็นวินาทีแรกที่ริคุประทับตราฝังอยู่ในใจไปตลอดทั้งซีรี่ส์ว่า "ผู้หญิงคนนี้ (ซาวาโกะ) และ F.L.A.G. ซึ่งเป็นลูกไล่ของผู้หญิงคนนี้เชื่อถือไม่ได้" ก็เป็นได้

ในขณะที่ F.L.A.G. ได้ฝังความไม่เชื่อใจลงในตัวริคุ ตัวแหล่งแพร่ (ที่ยังติดสถานะ "ใครก็ไม่รู้" ตามการรับรู้ของริคุในตอนนั้น) ยังไม่ได้ทำอะไรที่แสดงว่าเป็นปฏิปักษ์กับริคุเลยแม้แต่อย่างเดียว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกแม้แต่น้อย ที่ริคุในตอนนั้นจะเลือกเชื่อแหล่งแพร่มากกว่าคนของ F.L.A.G. และหลบหนีไปตามแผนของแหล่งแพร่

ระหว่างการหลบหนี ริคุได้เจอกับทาคาโอะซึ่งบุกเข้ามาจะชิงตัวริคุเช่นกัน ตอนนี้เองที่ริคุได้รู้จากปากของทาคาโอะว่าเนเน่นั้นคือ "คิวกิ" (เจ้าหญิงโลงศพ) และมีความเกี่ยวข้องกันอย่างลึกซึ้งกับพวกคังชุ แม้จะไม่ได้บอกรายละเอียดมาก แต่ริคุก็ได้รู้ว่า "หากเลี้ยงเนเน่ไปเรื่อยๆ จนเติบโตถึงวัย เนเน่ก็จะกลายเป็นพี่อามาเนะ"

ผลจากการหลบหนีครั้งนี้ ริคุต้องสูญเสียโยเฮย์ไปอย่างไม่มีวันกลับ เมื่อโยเฮย์ยอมมอบจิงกิของตัวเองให้กับริคุเพื่อช่วยริคุจากการติดเชื้อคังชุ แต่ตัวโยเฮย์กลับต้องกลายเป็นคังชุไปเสียเอง เนื่องจากขาดจิงกิไว้คอยระงับอาการกลายเป็นคังชุ ริคุจำต้องหลั่งน้ำตาฆ่าโยเฮย์ด้วยมือตัวเอง ก่อนจะรุกไล่ทาคาโอะจนล่าถอยไป

หลังเหตุการณ์วุ่นวายสิ้นสุด ริคุถูกขอร้อง (ที่ค่อนไปในทางกดดันและขู่บังคับมากกว่า) ให้เข้าร่วมกับ F.L.A.G. ในฐานะผู้ใช้จิงกิขององค์การ แม้จะรู้สึกต่อต้านและไม่ยินยอมพร้อมใจ แต่ริคุก็จำต้องยอมรับ เมื่อถูกเอาหนี้ที่ตัวเองติดค้างโยเฮย์ไว้มาลำเลิก ริคุจึงจำใจยอมทำงานเป็นลูกไล่ของ F.L.A.G. ที่ตัวเองชิงชังอย่างไม่มีทางเลี่ยง

ริคุถูกส่งตัวไปเข้าหน่วยย่อยของ F.L.A.G. ซึ่งเป็นหน่วยที่โยเฮย์เคยสังกัดอยู่ ที่นั่นเขาได้พบกับผู้ใช้จิงกิประจำหน่วยย่อยหลายคน ทุกคนเป็นเพื่อนรักของโยเฮย์ และไม่รังเกียจที่ริคุจะมาแทนที่ตำแหน่งของโยเฮย์เลย แต่ริคุกลับเลือกที่จะเว้นระยะห่างจากคนเหล่านั้น ไม่ไกลจนเกินกว่าจะพูดคุยสื่อสารแต่ก็ไม่ยอมเข้าใกล้ในระดับเปิดเผยความในใจหรือความรู้สึกที่แท้จริง เพราะตัวริคุนั้นถือ F.L.A.G. เป็นศัตรูต่อเป้าหมายแท้จริงของตัวเองนั่นคือ “ตามหาอามาเนะให้พบ” เขาเชื่อว่าหากคนของ F.L.A.G. ได้รับรู้ถึงความจริงเกี่ยวกับเนเน่ ทาง F.L.A.G. คงไม่ลังเลที่จะพรากเนเน่ไปจากเขาทันที ซึ่งหากเป็นแบบนั้น ก็เท่ากับว่าหนทางที่เขาจะได้พบกับอามาเนะอีกครั้งจะหายวับไปด้วย ยิ่งไม่นับว่าเนเน่จะถูกทดลองอย่างไร้มนุษยธรรมแบบไหน หากต้องตกอยู่ในเงื้อมมือของผอ.ซาวาโกะ ผู้ทำได้ทุกอย่างโดยไม่เลือกวิธีการ ขอเพียงให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการก็พอ

มีเพียงเรน่า อดีตคู่หูของโยเฮย์ที่บัดนี้กลายมาเป็นคู่หูของริคุเท่านั้นที่รู้ถึงจุดประสงค์ที่แท้จริงในการต่อสู้ของริคุ แต่นิ่งเงียบไว้ไม่ยอมแจ้งให้องค์การหรือพรรคพวกในทีมเดียวกันได้รับรู้ (เพราะตัวเรน่าก็มี "เบื้องหลัง" อยู่เช่นกัน) แต่ริคุก็ใช่ว่าจะไว้ใจเรน่าเต็มที่ เนื่องจากเรน่าไม่ยอมเปิดเผยสาเหตุที่ยอมช่วยเหลือเขา ดังนั้น ริคุจึงยังถือว่าเรน่าเป็นพวกเดียวกับ F.L.A.G. อยู่ และอาจเปลี่ยนสถานะจากผู้ช่วยเหลือสมรู้ร่วมคิดไปเป็นศัตรูได้ทุกเวลา

ตัวจริงที่เป็นความลับของเนเน่ บวกกับประสบการณ์เลวร้ายที่มีต่อ F.L.A.G. มาตั้งแต่ต้น ทำให้ริคุพลอยฟ้าพลอยฝนไม่เชื่อใจคนของ F.L.A.G. คนอื่นๆ ไปหมด เพราะเกรงว่าจะถูกจับได้ว่ามีอะไรปิดบังอยู่

อาจเป็นวินาทีนี้ก็ได้ ที่คราบ “เด็กม.ปลายธรรมดา” ของริคุ ค่อยๆ พัฒนามาเป็นคราบ “หมาป่า” ที่โดดเดี่ยว ช่างระแวง และพร้อมจะแยกเขี้ยวใส่หากถูกฝ่ายตรงข้ามคุกคามมากๆ เข้า ริคุในยามนี้ไม่ต่างอะไรกับหมาป่าโทนที่ถูกบังคับให้เข้าร่วมฝูงหมาป่าที่มีชื่อว่า “F.L.A.G.” อย่างไม่ยินยอมพร้อมใจ ความจำเป็นบังคับให้เขาต้องยอมรับฝ่ายตรงข้ามเป็นเพื่อนร่วมฝูง เป็นพรรคพวกที่ต้องร่วมมือกันเพื่อทำภารกิจทั้งส่วนรวม (กำจัดคังชุ) และส่วนตัว (ทำให้เนเน่เติบโตเพื่อเป็นเบาะแสไปถึงตัวอามาเนะ) ให้สำเร็จ แต่ไม่จำเป็นต้องไปสนิทชิดเชื้อหรือญาติดีด้วยจนเกินควร ข้อหลังนี้ริคุเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าอย่าได้หละหลวมเป็นอันขาด แม้จะอยู่ต่อหน้าเรน่าผู้สมรู้ร่วมคิดก็ตาม

คาดว่าตรงจุดนี้เองที่เป็นจุดที่หลายคนน่าจะทั้งชอบและไม่ชอบริคุมากที่สุด คนที่ชอบอาจบอกว่าเป็นพระเอกที่คิดอะไรดาร์คไซด์ดี ดูแล้วมีอะไรน่าสนใจมากกว่าตัวละครแนวพระเอ๊กพระเอกจ๋า แต่คนที่ไม่ชอบอาจบอกว่าพระเอกอะไรไม่เห็นค่าของความเป็นเพื่อนเลย ทั้งๆ ที่ไม่มีเพื่อนคนไหนแสดงทีท่าว่ามีเจตนาร้ายให้เห็นชัดๆ เลยซักคน กลับตีตนไปก่อนไข้คิดเอาเองว่าหากเพื่อนรู้ความจริงจะทรยศเอาเรื่องไปปูด แต่อย่างที่ผมบอกไปข้างต้นนั่นแหละครับ ที่เรื่องเป็นแบบนี้ก็เพราะทาง F.L.A.G. (หรือถ้าจะให้เจาะจงกว่านั้นก็คือ “ผอ. ซาวาโกะ”) เป็นฝ่ายสร้างความไม่เชื่อถือให้กับริคุก่อน ดังนั้นจึงเป็นธรรมดาที่ริคุจะไม่เชื่อใจทาง F.L.A.G. จนถึงที่สุด เพื่อนๆ ร่วมหน่วยย่อยของริคุแม้จะเป็นคนดี แต่ด้วยฐานะและหน้าที่ของพวกเขาซึ่งเป็นคนของ F.L.A.G. แล้ว ถ้าหากทราบว่าเนเน่มีส่วนเกี่ยวข้องบางอย่างกับคังชุและแหล่งแพร่ ยังไงพวกเขาก็จำเป็นต้องรายงานให้ทางสำนักงานใหญ่รับทราบ ซึ่งริคุถือว่านั่นจะเป็นผลร้ายกับเนเน่มากกว่าเป็นผลดี

เดิมพันที่สูงเกินไป ความเสี่ยงที่จะผิดพลาดมีมากเกินไป รวมทั้งสิ่งที่จะสูญเสียถ้าเกิดพลาดขึ้นมาก็หนักหนาเกินไป ทั้งหมดนี้คือสิ่งที่ทำให้ริคุเลือกที่จะเป็น "หมาป่าเดียวดาย" จัดการเรื่องทุกอย่างด้วยตัวคนเดียวไม่ยอมพึ่งพรรคพวกคนอื่นในกลุ่ม ด้วยความคิดที่ว่า "เกิดเชื่อใจแล้วโดนหักหลังเอาข่าวเรื่องเนเน่ไปบอกคนอื่นถึงขั้นต้องเสียเนเน่ไปตลอดกาลล่ะจะคุ้มกันมั้ยกับการยอมเสี่ยงเชื่อใจ..."

บางท่านอาจมองว่าการกระทำของริคุเป็นเรื่องเห็นแก่ตัว แต่หากมองให้ชัดๆ ฝ่ายผอ. ซาวาโกะที่บีบบังคับริคุให้มาเป็นพวกเดียวกัน ฝ่ายแหล่งแพร่ที่พยายามเข้าหาริคุเพื่อหลอกใช้ หรือแม้แต่ฝ่ายหน่วยย่อยที่ลึกๆ ก็คาดหวังอะไรบางอย่างจากริคุในฐานะ “ตัวแทนของโยเฮย์” เองก็เห็นแก่ตัวเหมือนกัน แล้วแบบนี้ความเห็นแก่ตัวของริคุ...ที่เพียงแค่ต้องการพบคนที่รักอีกครั้ง...จะร้ายแรงสักแค่ไหน

สิ่งที่ริคุแสดงออกต่อ F.L.A.G. เกี่ยวกับเรื่องของเนเน่นั้น ก็คือสิ่งที่คนทั่วไปแสดงออกยามเมื่ออยู่ในสถานการณ์เดียวกัน ลองง่ายๆ ด้วยการแทนตัวเองกับริคุ แล้วแทนที่เนเน่กับอามาเนะด้วยคนสำคัญที่สุดในชีวิตของตัวเอง แล้วสมมติให้สถานการณ์ตัวเองใกล้เคียงกับริคุ พบเจอเรื่องราวแบบเดียวกับที่ริคุพบเจอมาตลอด 16 ปีดูสิครับ แล้วจะเห็นภาพชัดขึ้นมาเขียวละ

อย่างไรก็ตาม แม้ภายนอกของริคุจะดูมืดมน หวาดระแวง และไม่ยอมเชื่อใจใครง่ายๆ เพียงใด แต่เนื้อแท้ของริคุก็ไม่ได้เปลี่ยนไปเลย ตัวตนภายในของเขายังคงเป็นเพียงเด็กขี้เหงาคนหนึ่งที่ต้องการความรัก ความอบอุ่น และความเข้าใจยิ่งกว่าใคร เนื่องจากชีวิตวัยเด็กที่ “ขาด” มากกว่าคนอื่นเป็นเท่าตัว มีพ่อมีแม่ (เลี้ยง) มีเพื่อนพ้องก็เหมือนไม่มี เพราะไม่มีใครที่เข้าใจหรือเติมเต็มหัวใจที่ขาดหายไปนั้นได้เลย ครั้นมีคนมาเติมเต็มส่วนที่ขาดให้จวนเจียนจะกลับมาเป็นคนปกติ คนๆ นั้นก็กลับถูกกระชากไปต่อหน้าต่อตาโดยที่ตัวเองทำอะไรไม่ได้

ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย ที่เมื่อเนเน่ซึ่งเป็นเหมือนตัวแทนของอามาเนะ และเป็นผู้เดียวที่อาจนำทางไปพบอามาเนะได้อีกครั้งปรากฏตัวออกมา ริคุจะเลือกคุ้มครองเนเน่จนถึงที่สุด ทั้งยอมทำตัวเป็น “เด็กเลี้ยงแกะ” เพื่อโกหกปิดบังข้อมูลของเนเน่ และใช้คราบ “หมาป่า” โดดเดี่ยวตัวเองจากคนรอบข้างเพื่อป้องกันไม่ให้ข้อมูลรั่วไหลโดยไม่จำเป็น อันจะนำมาซึ่งอันตรายต่อเนเน่และต่อเป้าหมายของตัวเองได้ สำหรับริคุแล้ว เนเน่เป็นเหมือนฟางเส้นสุดท้ายที่ริคุตะกายเกาะไว้เพื่อไม่ให้ตัวจมลงไปในทะเลแห่งความอาภัพของชีวิต ริคุจึงพยายามรักษาฟางเส้นนี้ไว้จนถึงที่สุด และออกอาการโกรธจนแทบคลั่งเมื่อผอ. ซาวาโกะเริ่มสงสัยเรื่องความผิดปกติของเนเน่และพรากเนเน่ไปจากเขาเพื่อทำการทดลองและข่มขู่เขาให้พูดความจริงมา

ไม่เพียงแต่ควบคุมตัวเนเน่ไว้ดั่งสัตว์ทดลองเท่านั้น ซาวาโกะยังสั่งควบคุมตัวคนอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับริคุอย่างชิซึรุและสมาชิกหน่วยย่อยทุกคนอีกด้วย การกระทำทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุที่ทำให้ริคุหมดความอดทนและตัดสินใจแตกหักกับ F.L.A.G. ทันที เขาหลบหนีออกมาจากที่คุมขังได้ด้วยความช่วยเหลือของเนเน่ (ที่ได้ความช่วยเหลือจากแหล่งแพร่อีกต่อหนึ่ง) และใช้แผนเกลือจิ้มเกลือ จับผอ.ซาวาโกะไปสอบสวนรีดความจริงเรื่องการหายตัวไปของอามาเนะบ้าง โดยระหว่างการสอบสวนนี้เองที่ริคุแสดงความก้าวร้าวและเหยียดหยามซาวาโกะออกมาอย่างเต็มที่ราวกับจะปลดปล่อยความเก็บกดที่ต้องทนเป็นลูกไล่คนที่ตัวเองเกลียดมานาน

ไม่ต่างอะไรกับหมาป่าคลั่งที่ถูกปล่อยออกจากกรงให้หลุดออกไปไล่ขย้ำเจ้าของและผู้คุมขังที่โหดร้ายกับมันเลย

ว่าที่จริงตัวละครแบบริคุนั้นมีโอกาสพัฒนาไปเป็นตัวละครฝ่ายตรงข้ามกับแสงสว่างได้สบายๆ เพราะมีเงื่อนไขแทบจะครบถ้วนต่อการถูกดึงเข้าสู่ด้านมืด ซ้ำสถานการณ์ทั้งหลายแหล่รอบตัวก็ดูจะผลักดันให้ริคุตกต่ำลงไปถึงจุดนั้นเรื่อยๆ เสียด้วย

แต่ริคุก็ไม่ได้จมลงไปจนมิดตัว แม้จะหล่อเลี้ยงหัวใจตัวเองด้วยความคิดดุจปีศาจดังที่เคยงัดเอามาประกาศก้องให้ทั้งเรน่าในตอนที่ 26 และแหล่งแพร่ในตอนที่ 31 ฟัง (ช่วงเปิดเผยเรื่องราวของอามาเนะและช่วงเปิดเผยตัวจริงของเนเน่) แต่สุดท้ายริคุก็ไม่ได้กลายเป็นปีศาจไปจริงๆ เพียงแต่ก้ำกึ่งอยู่บนเส้นทางสนธยาระหว่างแสงสว่างกับเงามืดเท่านั้น

ผู้ที่คอยรั้งริคุไว้ระหว่างเส้นทางนั้นไม่ใช่ใครที่ไหน แต่เป็น “โยเฮย์” นั่นเอง

ในเนื้อเรื่องที่ผ่านมา หากนับเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาทางด้านจิตใจแล้ว ถือว่าริคุได้โยเฮย์ช่วยเหลือไว้ถึง 3 ครั้ง ครั้งแรกคือตอนที่สอนให้ริคุรู้จักสายสัมพันธ์ของเพื่อนเมื่อชั้นประถม ครั้งที่สองคือตอนที่ช่วยเตือนสติริคุที่กำลังหดหู่สิ้นหวังเมื่อได้รู้ว่าตัวเองจะคงสติในฐานะมนุษย์ได้เพียง 72 ชั่วโมงหลังกลายเป็นคังชุ  และครั้งที่สามคือตอนที่มอบแก่นจิงกิของตนเองให้กับริคุ ก่อนจะตายจากไป ทิ้งคำพูดให้กำลังใจครั้งสุดท้ายไว้ว่า

“มองจากมุมมองของนายอาจจะไม่รู้ แต่แม้ในตอนนี้ก็มีคนมากมายที่พยายามช่วยเหลือนายอยู่ถึงขนาดพยายามความหาทุกวิถีทาง โลกเรามันก็เชื่อมถึงกันแบบนี้แหละ  ตัวนายเองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยให้ชีวิตใครสักคนมีความหมายเหมือนกัน”

นับว่าริคุยังค่อนข้างโชคดีอยู่บ้างที่ได้เพื่อนรุ่นพี่ดีๆ อย่างโยเฮย์คอยประคองจิตใจไว้ในห้วงวินาทีสุดท้าย หากไม่มีคำพูดของโยเฮย์ในวันนั้น บางทีริคุอาจจะถูกทาคาโอะปั่นหัว หรือร้ายกว่านั้นคือถูกแหล่งแพร่ล่อลวงจนเตลิดกู่ไม่กลับ กลายเป็นสัตว์ร้ายไปจริงๆ ก็ได้

ความช่วยเหลือครั้งสุดท้ายจากโยเฮย์นี้เองที่ทำให้ริคุยังรักษาพื้นฐานความดีงามในตัวไว้ได้บ้าง และทำให้ริคุเกิด “มโนธรรมเฉพาะหน้า” ขึ้นมาหลายครั้ง เช่น ตอนที่เขาแสดงความเห็นใจต่อเหยื่อที่ถูกคังชุเล่นงานจนสูญเสียสมดุลความทรงจำอย่างรุนแรง (ในเรื่องมีศัพท์เฉพาะเรียกว่า “ลอสท์รีบาวนด์ซินโดรม”) ตอนที่เขาพยายามพูดปลอบใจเรน่าที่เริ่มสับสนกับเบาะแสไปถึง “อดีต” ของตนเองในช่วงเล่มที่ 5 หรือตอนที่เขาพยายามพูดให้อากาซึมะ ยูอิ เพื่อนร่วมชั้นของตัวเองได้คืนดีกับเพื่อนที่ทะเลาะกัน ทั้งๆ ที่ตอนนั้นยูอิกำความลับยิ่งใหญ่ของริคุเอาไว้และใช้ความลับนั้นข่มขู่ริคุให้ช่วยเหลือตัวเองให้ได้พบกับทาคาโอะด้วยซ้ำ (และตัวริคุในตอนนั้นก็กำลังพยายามใช้สกิล “จับแพะชนแกะ” ระดับสุดยอดในการดึงยูอิไปให้พ้นทางเพราะเกรงว่าจะถูกดึงเข้ามาพัวพันกับเรื่องของพวกคังชุด้วย)

มโนธรรมเฉพาะหน้าเหล่านี้เองที่ช่วยดึงริคุไว้ไม่ให้จมดิ่งลงสู่ด้านมืดอย่างเต็มตัว เหมือนดังตัวละครที่มีปัญหาคล้ายๆ กันอย่างอนาคิน สกายวอล์คเกอร์ประสบมาแล้ว แม้ว่าในหลายๆ ครั้ง การแสดงมโนธรรมเหล่านั้นจะทำให้เขาดูคล้ายกับว่าเป็นคนโลเลไม่กล้าตัดสินใจเด็ดขาด ดังที่แหล่งแพร่เคยกล่าวค่อนขอดไว้ในเล่ม 4 ว่า

“ถ้านายยังคิดแต่จะโกหกเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเจ็บปวด หรือเพื่อต้องการรักษาสมดุลสองฝั่งละก็ ขอบอกไว้เลย นายไม่มีวันได้อะไรมาหรอก”

นอกจากมโนธรรมแล้ว ความสามารถในการทำหน้าที่ในฐานะผู้ใช้จิงกิของริคุก็ถือว่าอยู่ในขั้นดี ดังที่โยเฮย์เคยให้เครดิตไว้ว่า “หมอนี่ถึงจะดูอ่อนแอไม่เอาไหน แต่ความจริงแล้วไม่ใช่ ทั้งความยึดมั่นทั้งแรงฮึดในภาวะวิกฤติของหมอนี่อยู่ในระดับที่ดูถูกไม่ได้เลย” แม้ช่วงแรกจะมีหลุดๆ ไปบ้างเพราะยังใหม่ต่อภารกิจและขาดการเตรียมใจที่เพียงพอ แต่เมื่อเขาตั้งสติได้ เขาก็สามารถรับมือกับเหตุการณ์ต่างๆ ได้อย่างยอดเยี่ยม ดังที่เคยแสดงฝีมือในการปฏิบัติครั้งแรก ด้วยการวางแผนไล่ล่าคังชุไปพร้อมๆ กับกันคนธรรมดาออกจากที่เกิดเหตุได้ในเวลาเดียวกันโดยที่คนธรรมดาเหล่านั้นไม่รู้ตัวแม้แต่คนเดียวว่ามีการต่อสู้ถึงชีวิตอยู่ใกล้ๆ

อีกครั้งหนึ่งที่แม้จะนับไม่ได้ว่ายอดเยี่ยม แต่ก็ถือว่ารับมือกับสถานการณ์กะทันหันได้ทันท่วงที คือตอนที่ริคุเผชิญหน้ากับแหล่งแพร่ในตอนที่ 32 ของเล่ม 4 ซึ่งแม้จะลงเอยด้วยความล้มเหลวจนต้องให้พรรคพวกเข้ามาช่วยแก้สถานการณ์ แต่ก็ถือว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในระหว่างต่อสู้ได้ไม่เลวเลย

น่าเสียดายจริงๆ ที่โยเฮย์มาด่วนตายไปเสียก่อน หากโยเฮย์ไม่ตายและริคุได้เข้าเป็นผู้ใช้จิงกิในหน่วยย่อยจริง เชื่อว่าโยเฮย์คงเป็นกาวใจช่วยประสานให้ริคุเชื่อใจเพื่อนคนอื่นๆ ในหน่วยย่อยได้ไม่ต้องมานั่งระแวงอย่างแน่นอน เป็นโอกาสให้ริคุได้สร้างบุคลิกที่มั่นคง และสามารถสานความสัมพันธ์กับคนอื่นในทางสร้างสรรค์มากขึ้น ซึ่งจะเป็นการวางรากฐานให้ริคุสามารถแสดงความสามารถทั้งหลายที่หลบซ่อนอยู่ภายในออกมาได้โดยไม่ถูกด้านมืดของความเป็น “หมาป่า” และ “เด็กเลี้ยงแกะ” บดบัง

หากมองแต่ภายนอก ริคุคงเป็นได้เพียงเด็กอ่อนแอที่ไม่รู้จักโต ดีแต่เอาความสุขของตัวเองไปผูกมัดกับคนอื่น ไม่หาทางทำอะไรให้ตัวเองมีความสุขด้วยกำลังของตัวเอง หลายคนอาจมองเห็นริคุว่าเป็นไอ้จอมโกหก เป็นคนลวงโลก ดีแต่ใช้การโกหกขายผ้าเอาหน้ารอดไปวันๆ ไม่มีการวางแผนทำอะไรให้เป็นรูปธรรมมากกว่านั้น ไม่พยายามเข้าใจคนอื่น หรือพยายามทำให้คนอื่นเข้าใจตน สุดท้ายก็กลายเป็นคนที่ไม่สามารถทำอะไรได้ด้วยตัวเอง ต้องคอยให้คนอื่นถ่อสังขารมาช่วยอยู่ร่ำไป

แต่หากมองจากหลายสิ่งหลายอย่างที่ริคุผ่านมาจนถึงตอนนี้แล้ว ก็ต้องนับว่าเป็นเรื่องช่วยไม่ได้ที่ริคุต้องกลายมาเป็นแบบนี้ ในเมื่อสภาพแวดล้อมทุกอย่างไม่ได้เอื้ออำนวยให้เขามองหาความช่วยเหลือจากผู้คนรอบข้างได้เลย

น่าคิดว่าหากแม่ของริคุไม่ได้เสียชีวิตก่อนเวลาอันควร

หากพ่อของริคุไม่ได้เลี้ยงริคุมาอย่างห่างเหิน 

หากอามาเนะยังคงอยู่กับริคุไม่ได้จากไปไหน

หากโยเฮย์ไม่ได้ตายในการต่อสู้กับทาคาโอะ

และหากผอ.ซาวาโกะไม่ได้ปฏิบัติต่อริคุอย่างตัวหมากเล็กๆ ตัวหนึ่งที่มีค่าแค่ใช้แล้วทิ้ง

ริคุจะกลายเป็น “เด็กเลี้ยงแกะในคราบหมาป่า” เช่นทุกวันนี้หรือไม่

ผลจากการยุทธการ “เตะแหลกแล้วแหกค่าย” ครั้งล่าสุดในตอนที่ 42 นอกจากทำให้ริคุกับ F.L.A.G. แตกหักกันจนยากจะประสานรอยร้าวได้ดังเดิมแล้ว ยังนำพาทั้งริคุ ทั้งซาวาโกะ ทั้งเนเน่ไปสู่ความจริงที่คาดไม่ถึงเบื้องหลังการกำเนิดของ F.L.A.G. และนำพาผู้อ่านเข้าสู่ปมปริศนาที่ลึกลับซับซ้อนยิ่งกว่าเดิม

บางทีคำตอบของปริศนาเหล่านั้นอาจเป็นตัวกำหนดทิศทางความเป็นไปของริคุหลังจากนี้ก็ได้

ว่าเขาจะกลายเป็นสิ่งใดต่อไป

 

 

@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@

 

 

ก็เป็นอันว่าจบแล้วนะครับ สำหรับบทความว่าด้วยตัวละครจากเรื่อง World Embryo ตอนแรกที่กินเนื้อที่ไปถึง 2 ช่วงตอนนี้ ซึ่งตอนนี้ก็ยังไม่แน่ใจว่าจะได้มีโอกาสเขียนถึงตัวละครตัวอื่นรึเปล่า เพราะตัวละครหลายตัวก็ยังไม่ได้เผยอดีตหรือเผยปมสำคัญมามากพอจะใช้เขียนอะไรได้ (เท่าที่ผมเล็งไว้ตอนนี้ก็มีโยเฮย์กับผอ.ซาวาโกะที่น่าเขียนถึงอยู่ แต่ยังไม่ได้ตัดสินใจชัวร์ๆ ว่าจะเขียนเมื่อไหร่นะครับ)

เหมือนเดิมนะครับ ใครมีข้อโต้แย้งหรืออยากติชม เสริม เพิ่มเติมอะไร เชิญคอมเมนต์ได้เต็มที่เลยนะครับ

 

*หมายเหตุ – มีข้อน่าสังเกตเล็กน้อยเกี่ยวกับชื่อเต็มของริคุครับ ชื่อ “อามามิ ริคุ” ประกอบด้วยตัวอักษร 3 ตัวที่มีความหมายดังนี้

 

อามามิ (天海) – ประกอบขึ้นจากตัวอักษร "ท้องฟ้า" () และ "ทะเล" ()

ริคุ (陸) – แปลตรงตัวได้ว่า “บก, แผ่นดิน”

 

ท้องฟ้า ทะเล และแผ่นดิน เป็นส่วนประกอบที่เมื่อรวมกันออกมาแล้วจะสื่อความหมายถึงคำว่า “โลก” (世界) นั่นเอง ดังที่หลายๆ ที่กล่าวไว้ว่าโลกประกอบด้วย 3 ส่วน คือ อากาศและชั้นบรรยากาศ (ท้องฟ้า) ทะเล (น้ำ) และแผ่นดิน (เกาะและทวีปต่างๆ) นั่นแหละครับ ซึ่งตรงนี้อาจมีส่วนเกี่ยวข้องอะไรกับชื่อเรื่อง World Embryo ก็เป็นได้

 

ส่วนจะเกี่ยวข้องยังไงนั้น คงต้องรอดูเนื้อเรื่องต่อไปครับ

 

 

ป.ล. – แถมท้ายเล็กน้อย พ่อของริคุก็ชื่อ “ไดจิ” (大地) ซึ่งในภาษาญี่ปุ่นก็มีความหมายว่า “แผ่นดิน” เหมือนกับชื่อริคุเช่นกัน