World Embryo ในทรรศนะของข้าพเจ้า: อามามิ ริคุ...เด็กเลี้ยงแกะในคราบหมาป่า (1) "เด็กเลี้ยงแกะ"
posted on 07 Nov 2009 20:55 by duckanddrake
ขออนุญาตนำเอาชื่ออัลบั้มของคุณมาโนช พุฒตาล มาใช้นะครับ ติดใจชื่อนี้มาตั้งแต่เห็นคุณ Albedo เอามาจั่วหัวบทความ "Bleach ในทรรศนะของข้าพเจ้า" แล้ว พอมาเขียนเรื่องเกี่ยวกับตัวละครของ World Embryo เลยขอเอามาใช้ด้วยซะเลย
อันที่จริงผมตั้งใจจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้มานานแล้วละครับ เพราะตัวผมเองก็ชื่นชอบเรื่องนี้อยู่ไม่น้อย แต่เนื่องจากภาระการงานและการเรียนที่มากขึ้นทุกวัน ประกอบกับตอนนี้ยังมีไอเดียพอเขียนถึงแค่คนเดียว นั่นคือเจ้าพระเอกจอมโกหกที่ขึ้นจั่วหัวข้อกระทู้นี้ รวมถึงเหตุผลสำคัญที่สุดก็คือ "เรื่องนี้ฉบับลิขสิทธิ์ภาษาไทยยังทำไม่ถึงไหน" ก็เลยเตะถ่วงไม่ยอมเขียนเรื่อยมา
จนมาได้ยินว่า World Embryo เล่ม 4 ใกล้จะได้ออกวางตลาดแล้ว ซึ่งหมายความว่าส่วนเนื้อเรื่องสำคัญที่เกี่ยวข้องกับตัวริคุกำลังจะได้รับการเปิดเผยแล้ว ดังนั้น ผมจึงตัดสินใจเขียนแบบจริงๆ จังๆ เสียที ครั้งแรกตั้งใจจะเก็บไว้รอเล่ม 4 ออกทีเดียวค่อยโพสเพื่อที่ทุกท่านที่ไม่ได้อ่านเล่ม 4 มาก่อนจะได้ตามเรื่องได้ทัน แต่ดูจากกำหนดการออกที่เลื่อนไปเรื่อยๆ แล้ว (ล่าสุดกำหนดการจากบงกชบอกไว้ว่าจะออกวางตลาดวันที่ 17 พ.ย.) เลยตัดสินใจโพสซะตอนนี้เลยดีกว่า ชอบไม่ชอบ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยอย่างไร เชิญติชมกันได้ตามสะดวกครับ
เตือนไว้ก่อนตรงนี้ว่าในบทความอาจมีการเปิดเผยเนื้อหาตั้งแต่เล่ม 1 ถึงเล่ม 4 และอาจครอบคลุมต่อเนื่องไปถึงเล่ม 5 ถึงตอนปัจจุบันที่ญี่ปุ่นคือตอน 48 ด้วย หากใครอยากเก็บไว้อ่านเองก็อย่าเลื่อนลงไปนะครับ
อามามิ ริคุ...เด็กเลี้ยงแกะในคราบหมาป่า (1) "เด็กเลี้ยงแกะ"
ยอมรับเต็มปากเลยครับว่าหมอนี่เป็นคนที่ผมอยากเขียนถึงมานานแล้ว เพราะลักษณะของริคุนั้นมีอะไรที่น่าสนใจเอามากๆ เป็นตัวละครที่อาจเป็นที่รักของคนอ่านได้มากพอๆ กับเป็นที่รังเกียจ เนื่องจากหลายส่วนในตัวของริคุนั้นเรียกได้ว่าตรงข้ามกับลักษณะพระเอกในอุดมคติโดยสิ้นเชิง ทั้งจิตใจที่อ่อนแออ่อนไหว ไม่ชอบแสดงความรู้สึกที่แท้จริงของตัวเองให้ใครเห็น มักปิดกั้นความรู้สึกที่แท้จริงจากคนอื่น และแสดงออกแต่เฉพาะฉากหน้าที่ปั้นแต่งขึ้นเท่านั้น อันเป็นที่มาสำคัญของสกิลที่ร้ายกาจที่สุดของหมอนี่ (ยิ่งกว่าความสามารถในการต่อสู้ด้วยอาวุธจิงกิซะอีก) นั่นคือ "โกหกเก่งอย่างวายร้าย" ความสามารถในการโกหกของริคุนั้นทั้งแนบเนียนทั้งไร้พิรุธ ถึงขนาดที่จะตั้งฉายาให้หมอนี่ว่า "เด็กเลี้ยงแกะ" ก็คงไม่ผิดจากความจริงนัก
“เด็กเลี้ยงแกะ” พูดถึงชื่อนี้คงไม่มีใครไม่รู้จัก ในฐานะนิทานอีสปที่ขึ้นชื่อมากที่สุดในการสอนเด็กๆ เกี่ยวกับผลลัพธ์ของการพูดโกหก นิทานเรื่องนี้มีอยู่หลายเวอร์ชั่น ทุกเวอร์ชั่นล้วนดำเนินเรื่องในรูปแบบเดียวกันทั้งสิ้น แต่ตอนจบกลับแตกต่างกันไป บ้างก็ว่าเด็กเลี้ยงแกะรอดชีวิตจากหมาป่าไปได้ บ้างก็จบโดยให้เด็กเลี้ยงแกะถูกหมาป่ากินในท้ายที่สุด
แต่ไม่ว่าจะจบลงแบบไหน เด็กเลี้ยงแกะก็กลายเป็นสำนวนติดปากสำหรับใช้เรียกคนที่พูดโกหกจนเชื่อถือไม่ได้แม้จนทุกวันนี้
อย่างไรก็ตาม การที่ใครคนหนึ่งจะกลายมาเป็นคนที่ปิดกั้นตนเองจากคนอื่นด้วยคำโกหกนั้นไม่ได้หมายความว่าเขาจะเป็นคนแบบนั้นมาตั้งแต่เกิด อาการเช่นนี้มักเกิดจากปัญหาในจิตใจ ซึ่งมีที่มาจากอดีตที่เจ้าตัวไม่อยากจะไปรื้อฟื้นมันขึ้นมาอีก
ลองมาย้อนดูอดีตของริคุกัน ว่าอะไรที่หล่อหลอมให้เขากลายเป็นเช่นทุกวันนี้...
ในเรื่องไม่บอกประวัติความเป็นมาของริคุไว้แน่ชัด รู้เพียงว่าริคุเสียแม่ไปตั้งแต่อายุเพียง 6 ขวบ พ่อของริคุเป็นนักวิจัยทางการแพทย์ผู้ไม่ค่อยจะอยู่ติดบ้านเท่าไหร่ มักจะออกเดินทางไปที่ไกลๆ ครั้งละเป็นเวลานานๆ เสมอ พ่อริคุเป็นคนตรงไปตรงมา มองโลกตามความเป็นจริง และมักคาดหวังให้ริคุมองโลกตามความเป็นจริงไปด้วย ซึ่งขัดกับลักษณะนิสัยที่ค่อนข้างอ่อนไหวและเก็บตัวของริคุเป็นอย่างมาก ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ริคุไม่ค่อยจะสนิทสนมกับพ่อมากนัก และมักหลีกเลี่ยงที่จะเผชิญหน้ากับพ่ออยู่เสมอ
ริคุกับพ่ออยู่ร่วมบ้านกับ "ชิซึรุ" และ "อามาเนะ" สองสาวพี่น้องผู้สูญเสียบิดาไปในช่วงเวลาไล่เลี่ยกับที่แม่ของริคุเสียชีวิต เนื่องจากบิดาเป็นญาติคนเดียวที่ทั้งชิซึรุกับอามาเนะเหลืออยู่ พ่อของริคุจึงรับทั้งคู่มาอยู่ด้วยกัน แม้จะต่างสายเลือด แต่ทั้ง 4 ก็ใช้ชีวิตร่วมบ้านเดียวกันได้อย่างมีความสุขเหมือนเป็นครอบครัวสายเลือดเดียวกัน
แต่ในบรรดาสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด ริคุสนิทกับอามาเนะมากกว่าใครเพื่อน
วัยที่ไล่เลี่ยกันอาจเป็นส่วนหนึ่ง แต่สาเหตุแท้จริงที่ริคุติดอามาเนะยิ่งกว่าใครนั้นมาจากเหตุการณ์หนึ่ง
เหตุการณ์อันเป็นที่มาของฉายา "เด็กเลี้ยงแกะ" ที่จะติดตัวริคุไปตลอดชีวิต...
ริคุนั้นเป็นเด็กชอบโกหกมาก ซึ่งเป็นธรรมดาของวัยเด็กที่ช่างเพ้อฝันและช่างจินตนาการ แต่กรณีของริคุนั้นค่อนข้างจะแรงกว่าเด็กคนอื่น เพราะคำโกหกของริคุไม่ใช่แค่จินตนาการเล่นๆ แต่ถึงขั้นโกหกเป็นจริงเป็นจังโดยมีเป้าหมายให้คนรอบตัวเชื่อเป็นจริงเป็นจัง ซึ่งสาเหตุก็เพราะต้องการเรียกร้องความสนใจ ให้เพื่อนๆ หันมาสนใจตนเอง ครั้งแรกก็เพียงโกหกในเรื่องเล็กน้อย แต่ต่อมาก็โกหกในเรื่องใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ จนในที่สุด ริคุก็ไม่เหลือที่ให้ก้าวถอยหลังอีก มีแต่ต้องใช้คำโกหกโปะคำโกหกต่อไปเรื่อยๆ เพื่อไม่ให้ความจริงถูกเปิดเผยเท่านั้น เพราะกลัวว่าหากความจริงเปิดเผยว่าตัวเองโกหก ตัวเองจะไม่ได้รับการยอมรับ เพื่อนๆ จะพากันตั้งแง่รังเกียจและตีตัวออกห่าง
ตรงนี้อาจมองได้ว่าเป็นเพราะวัยเด็กที่ขาดแม่และห่างเหินจากพ่อ ทำให้ริคุไม่สามารถที่จะแน่ใจหรือวางใจในความรักความอบอุ่นของทางบ้านได้ จนต้องเลือกที่จะแสวงหาความอบอุ่นและมั่นคงจากที่อื่นนอกเหนือจากครอบครัว แม้ว่าจะต้อง "โกหก" เพื่อให้ได้มันมาก็ตาม
สุดท้าย เรื่องก็ไม่ได้จบลงแค่ "การโกหกเพ้อเจ้อของเด็กๆ" แต่กลายเป็นเรื่องใหญ่ถึงขั้นลักขโมยของในร้านค้า ซึ่งเนื้อเรื่องตรงนี้ผู้เขียนจงใจไม่ยอมบอกว่าสาเหตุที่แท้จริงของการลักขโมยนั้นคืออะไร ทิ้งไว้ให้ผู้อ่านคาดเดากันเอาเองว่าน่าจะเกี่ยวข้องกับ "คำโกหก" ของริคุอย่างแน่นอน
ผู้ที่รู้ความจริงเรื่องนี้เป็นคนแรกก็คืออามาเนะ เมื่อถูกจับโกหกได้ ริคุก็เอาแต่นั่งนิ่ง รอฟังคำดุด่ารุนแรงจากปากอีกฝ่ายอย่างผู้ร้ายที่ยอมจำนนเพราะหลักฐานมัดตัว แต่แทนที่จะดุด่าหรือทำโทษ อามาเนะกลับมองตาริคุอย่างเศร้าเสียใจ แล้วพูดช้าๆ แต่ชัดเจนหนักแน่นว่า "แม้ว่าเด็กเลี้ยงแกะในนิทานจะพูดโกหกหลายต่อหลายครั้ง แต่ถ้าเด็กคนนั้นมีแม่ แม่ของเขาจะรู้สึกอย่างไร จะทำใจได้อย่างไร หากได้รู้ว่าลูกตัวเองสิ้นชีวิตลงเพราะไม่มีใครเชื่อว่าเขาพูดความจริง สิ่งที่ริตจังทำเป็นความผิด แต่ที่ผิดยิ่งกว่าก็คือการไม่ยอมรับว่าตัวเองทำผิด คือการที่ต้องโกหกทั้งตัวเองและคนอื่นไปเรื่อยๆ"
คำพูดนั้นทำให้ริคุรู้สึกเหมือนถูกตีแสกหน้าอย่างรุนแรง เป็นครั้งแรกที่เขารู้สึกสำนึกผิดอย่างจริงใจ ไม่ใช่เพราะถูกคนอื่นกล่าวหาหรือยัดเยียดให้ว่าเป็นคนผิด เขาร้องไห้ขอโทษอามาเนะ และยอมตามอามาเนะไปสารภาพความผิดกับเจ้าของร้านพร้อมเอาของกลางไปคืนแต่โดยดี นับแต่วันนั้น ริคุก็เปลี่ยนไปชนิดหน้ามือเป็นหลังมือ เขาเลิกพูดโกหกเพื่อเรียกร้องความสนใจผู้คน เริ่มใช้ชีวิตอย่างถูกต้องและจริงจังมากขึ้น...ผ่านการช่วยเหลือของอามาเนะ
ตรงนี้ต้องยกเครดิตให้กับอามาเนะจริงๆ ที่เลือกใช้จิตวิทยาได้เหมาะเหม็งกับริคุพอดี คือเมื่อจับได้ว่าโกหก ก็ใช้วิธีค่อยๆ พูด ค่อยๆ อธิบายให้เข้าใจด้วยเหตุผล ไม่ใช้วิธีดุด่าหรือทำโทษอันจะทำให้พฤติกรรมโกหกของริคุยิ่งเลวร้ายไปกว่านี้เพราะกลัวถูกทำโทษถ้าพูดความจริง ยิ่งกว่านั้นคือทำให้ริคุเริ่มไว้วางใจอามาเนะ เชื่อมั่นว่าอามาเนะจะอยู่เคียงข้างไม่หนีหายไปไหนเหมือนแม่ที่เสียไป และพ่อที่ห่างเหินกับครอบครัว
อาจเป็นตอนนี้เองที่ตัวตนของอามาเนะเริ่มยิ่งใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ ในใจของริคุ เป็นวินาทีที่อามาเนะไม่ใช่เพียง "พี่สาวร่วมบ้าน" อีกต่อไป แต่เป็นคนสำคัญที่สุดในชีวิต อาจจะถึงระดับ "ตัวแทนคุณแม่" (Mother figure) เลยด้วยซ้ำ ซึ่งเป็นเรื่องปกติของเด็กที่ขาดความอบอุ่นมากบ้างน้อยบ้าง หรือสูญเสียแม่ไปก่อนวัยอันควร ดังนั้นจึงมักยึดเอาตัวบุคคลที่ใกล้ชิดที่สุดมาเป็นตัวแทนของคุณแม่ของตัวเอง
จะว่าไป เนื้อเรื่องในช่วงนี้ทำให้ผมนึกถึงคำพูดของตัวละครตัวหนึ่งจากเรื่อง "Hunter X Hunter" นั่นคือเรเซอร์ อาชญากรผู้ต้องโทษประหารด้วยข้อหาฆ่าคนตายอย่างโหดเหี้ยมหลายศพ แต่ได้รับการช่วยเหลือจากจิน ฮันเตอร์ชั้นยอดจนกลับเนื้อกลับตัวได้ เมื่อเรเซอร์ได้พบกับกอร์นซึ่งเป็นลูกชายของจินในเกมกรีดไอแลนด์ เรเซอร์ได้พูดกับกอร์นว่า
"ในโลกนี้ขอให้มีแค่คนเดียว ใครก็ได้สักคนที่เชื่อใจเรา แค่นี้เราก็กลับเป็นผู้เป็นคนได้ จินเป็นคนสอนเรื่องนี้ให้กับชั้น"
บางทีสำหรับริคุแล้ว อามาเนะอาจจะเป็น "ใครก็ได้สักคน" ในคำพูดของเรเซอร์ก็เป็นได้
อย่างไรก็ตาม การกลับตัวของริคุก็ไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เขาต้องแบกรับฉายา "เด็กเลี้ยงแกะ" ที่เพื่อนวัยเดียวกันต่างรวมหัวกันเรียกอย่างดูถูกไปจนจบชั้นประถม ต้องแบกรับความเคียดแค้นจากกลุ่มเพื่อนนักขโมยของตามร้าน ต้องถูกกลั่นแกล้งล้อเลียนต่างๆ นานา เบาบ้างแรงบ้างตามแต่โอกาส
ระหว่างนั้นเองที่ริคุได้รู้จักกับ "โยเฮย์" เด็กหนุ่มรุ่นพี่คนหนึ่ง ทั้งคู่พบกันในโรงพยาบาลคาซามะเนื่องจากต่างฝ่ายต่างป่วยหนักถึงขั้นต้องนอนโรงพยาบาล ด้วยนิสัยที่สดใส ร่าเริง เปี่ยมไปด้วยพลังด้านบวกอย่างเหลือเฟือ ทำให้ทั้งคู่กลายเป็นเพื่อนกันอย่างรวดเร็ว สำหรับริคุที่ถูกเพื่อนร่วมโรงเรียนมองแต่ในแง่ลบมาตลอด โยเฮย์นับเป็นเพื่อนคนแรกที่ริคุไว้ใจถึงขั้นเล่าให้ฟังได้ทุกเรื่องเลยก็ว่าได้
ความผูกพันที่มีต่ออามาเนะและมิตรภาพที่มีต่อโยเฮย์นี้เอง ที่จะกลายมาเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการกระทำและการตัดสินใจทั้งหลายของริคุในอนาคต
รวมถึงเป็นกลไกสำคัญในการทำให้เรื่อง World Embryo ดำเนินต่อไปอีกด้วย
การได้พบกับคนที่พร้อมจะเข้าใจอย่างอามาเนะและโยเฮย์ทำให้สภาพจิตใจของริคุดีขึ้นมากจนสามารถกลับมาใช้ชีวิตอย่างปกติได้อีกครั้ง เมื่อเรียนจบชั้นประถม ริคุก็เข้าเรียนต่อในโรงเรียนมัธยมต้นแห่งเดียวกับที่อามาเนะเคยเรียนอยู่ โดยทิ้งอดีตในฐานะเด็กเลี้ยงแกะไว้เบื้องหลัง
ช่วงนั้นโยเฮย์ย้ายบ้านไปแล้ว ส่วนริคุก็ยังคงสนิทสนมกับอามาเนะไม่เปลี่ยนแปลง ทั้งคู่มักใช้เวลาอยู่ด้วยกันเสมอ กินข้าวด้วยกัน ออกจากบ้านไปโรงเรียนด้วยกัน เข้าชมรมเคนโด้เหมือนๆ กัน (เป็นอามาเนะที่ชักนำให้ริคุรู้จักกับเคนโด้ ซึ่งจะมีประโยชน์อย่างมหาศาลต่อการต่อสู้ของริคุในภายหลัง) ไปไหนมาไหนด้วยกันชนิดที่แทบจะเรียกว่าเป็นเงาตามตัว เป็นเช่นนี้มาตลอดเวลากว่า 2 ปีที่ริคุขึ้นชั้นมัธยมต้นมา
ข่าวดียังไม่หมด เมื่อพ่อของริคุกับชิซึรุพี่สาวของอามาเนะตัดสินใจแต่งงานกันเมื่อริคุอายุได้ 14 ปีกำลังเรียนอยู่ชั้นม. 2 ส่วนอามาเนะอายุ 16 ปีกำลังเรียนม.ปลายปี 1 งานมงคลที่เกิดขึ้นทำให้บรรยากาศในบ้านอบอวลไปด้วยกลิ่นไอของความรักและความสุขเปี่ยมล้น
นับได้ว่าเป็นเวลาที่ริคุมีความสุขมากที่สุดในชีวิต เป็นเพียงช่วงเวลาสั้นๆ ที่ได้มีโอกาสใช้ชีวิตธรรมดาเยี่ยงผู้คนทั้งหลาย ก่อนที่ "โศกนาฏกรรม" ที่ร้ายแรงที่สุดในชีวิตจะเริ่มต้นขึ้น และผลักดันเขาสู่วังวนแห่งความทรมานชั่วนิรันดร์
กลับมายังเรื่องราวของริคุกันต่อ ดังที่กล่าวไปในข้างต้นว่า ริคุแทบจะกลับมาใช้ชีวิตอย่างคนปกติได้แล้ว เวลาที่ผ่านไป ทำให้เสียงลือเสียงเล่าอ้างเรื่องความเป็นเด็กเลี้ยงแกะของริคุเบาบางลงจนแทบไม่มีใครยกขึ้นมาพูดถึงอีก ยกเว้น "โทโงะ" น้องชายของผอ.โรงพยาบาลคาซามะผู้เป็นอดีตเพื่อนสนิทที่เคยร่วมแก๊งค์ฉกของตามร้านด้วยกัน โทโงะยังคงไม่พอใจที่ริคุทอดทิ้งเพื่อนฝูงตีหน้ากลับตัวเป็นคนดีไปคนเดียว จึงมักหาเรื่องตีรวนขุดคุ้ยความหลังเอากับริคุอยู่ตลอดเวลา ริคุแก้ปัญหาด้วยการพยายามหลีกเลี่ยงเสีย แม้จะมีความรำคาญอยู่บ้างก็ตาม
แต่แล้ววันหนึ่ง โทโงะแกล้งพูดจาดูถูกอามาเนะ หาว่าอามาเนะกำลังหาทาง "คั่ว" พี่ชายของเขาอยู่ สร้างความตื่นตะลึง สับสน และเจ็บปวดให้กับริคุเป็นอย่างมาก เพราะอย่างที่กล่าวไปในข้างต้น สำหรับริคุ อามาเนะเป็นตัวตนที่มากยิ่งไปกว่าพี่สาวร่วมบ้าน มากยิ่งไปกว่าฐานะอาหญิงซึ่งกำลังจะได้มาจากการแต่งงานระหว่างพ่อกับชิซึรุ
และตอนนี้ก็อาจจะมากยิ่งไปกว่าตัวแทนคุณแม่ที่ริคุมองเห็นในตัวอามาเนะมาตั้งแต่ครั้งจับโกหกเขาได้ในวันนั้นแล้วด้วย!!
ความกระวนกระวายของริคุยิ่งมากขึ้นเมื่อเขาได้เห็นอามาเนะกลับบ้านด้วยกันกับผอ.โรงพยาบาลคาซามะแบบสองต่อสอง หนำซ้ำยังสังเกตเห็นว่าอามาเนะมีอาการแปลกๆ มักเหม่อลอยเหมือนกำลังคิดอะไรอยู่ แต่เมื่อริคุออกปากทักก็จะกลบเกลื่อนเฉไฉไปนอกเรื่องทุกครั้ง ภาพเหล่านี้ทำให้ริคุทนเก็บความในใจของตัวเองไว้ไม่ได้จนตัดสินใจถามออกไปในวันหนึ่ง
"พี่อามาเนะคบกับผอ.คาซามะอยู่เหรอ?"
"เปล่า" อามาเนะตอบหลังจากหัวเราะเล่นๆ กลบเกลื่อนในทีแรก แต่ริคุไม่เล่นด้วย
"งั้นแปลว่าผมยังมีโอกาสใช่มั้ย?"
แม้จะอึ้งไปกับคำสารภาพของริคุ แต่อามาเนะก็ยิ้มและรับปากว่าจะให้คำตอบกับริคุในวันรุ่งขึ้น ก่อนจะแยกตัวไปทำธุระที่โรงพยาบาลคาซามะ วันนั้น ริคุกลับบ้านด้วยหัวใจที่พองโตด้วยความลิงโลด ความตื่นเต้นและความยินดีทำให้ริคุอดทนไม่ไหวต้องกระโจนขึ้นนอนระงับอารมณ์บนเตียงจนเผลอหลับไป
เมื่อริคุตื่นขึ้นมาอีกครั้ง ทั้งบ้านก็มืดสนิทแล้ว ไม่มีใครกลับมาบ้านเลยแม้แต่อามาเนะที่น่าจะกลับก่อนใครเพื่อน ริคุรู้สึกถึงสังหรณ์ร้ายที่วาบขึ้นมาในสมอง จึงรีบออกจากบ้านตรงไปยังโรงพยาบาลคาซามะทันที ที่นั่น เขาพบว่าโรงพยาบาลคาซามะกำลังตกอยู่ในทะเลเพลิงทั้งหลัง ขณะกำลังตื่นตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกนั้นเอง จู่ๆ ภาพรอบตัวก็หยุดนิ่ง ริคุได้เห็นอามาเนะเดินมาหาในด้วยร่างกายที่เป็นแสงสว่าง มาบอกลาด้วยสีหน้าเจ็บปวดก่อนจะค่อยๆ เลือนหายไป
วันรุ่งขึ้น มีรายงานข่าวไฟไหม้โรงพยาบาลคาซามะในกรอบเล็กๆ ของหนังสือพิมพ์ เนื้อหาข่าวบอกว่ามีผู้บาดเจ็บเล็กน้อยประมาณ 10 คน มีผู้สูญหายจากเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ 1 คนคือผอ.คาซามะ ฮารุกิ ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และมีผู้เสียชีวิต 1 คน
คือ "ซาซาโมริ อามาเนะ"
เหตุการณ์นี้เหมือนฟ้าผ่ากลางแดดเปรี้ยงใหญ่ ทำลายภาพแห่งความสุขในบ้านริคุจนหมดสิ้น พ่อกับชิซึรุแม้จะเสียใจอย่างมาก แต่ก็ต้องทำใจยอมรับเมื่อฟังคำสันนิษฐานของตำรวจ ทั้งสองตัดสินใจกลับมาใช้ชีวิตกันอย่างปกติ พยายามประคับประคองครอบครัวที่กำลังซึมเศร้าจากการสูญเสียให้มั่นคงอยู่ได้ มีเพียงริคุเท่านั้นที่ไม่ยอมรับว่าอามาเนะตายไปแล้ว เนื่องจากวันนั้นมีเพียงเขาคนเดียวที่ได้เห็นการ "จากไป" ของอามาเนะกับตา แต่ก็ไม่อาจบอกใครได้ เพราะคงไม่มีใครเชื่อเรื่องหลอกเด็กพรรค์นั้นแน่
หัวใจของริคุที่เริ่มกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างคนปกติ...เริ่มจมดิ่งสู่ความมืดมน สับสน และว่างเปล่าอีกครั้ง ความเจ็บปวดจากการสูญเสียคนสำคัญที่สุดในชีวิตทำให้เขาตีตัวออกห่างจากครอบครัว เพื่อนฝูงและผู้คน มีแต่ชิซึรุผู้เปลี่ยนจากพี่สาวร่วมบ้านมาเป็นแม่เลี้ยงเท่านั้นที่มองเห็นว่าริคุหดหู่เพียงใด แต่ก็ไม่อาจช่วยเหลืออะไรริคุได้ นอกจากคอยดูแลให้กำลังใจอยู่ห่างๆ เท่านั้น
เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด หลังจากเหตุการณ์นั้นได้ไม่นาน กลับมีข่าวลือแพร่สะพัดไปในโรงเรียนของริคุว่า "อามาเนะคือคนร้ายที่จุดไฟเผาโรงพยาบาลเพราะแค้นที่ถูกผอ.คาซามะนอกใจ" ด้วยความโกรธแค้นที่คนสำคัญของตัวเองถูกกล่าวหาแบบสาดเสียเทเสีย ริคุโถมเข้าเล่นงานกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังคุยเรื่องนั้นกันอยู่อย่างบ้าเลือด ส่งผลให้มีคนบาดเจ็บจำนวนมาก คนหนึ่งบาดเจ็บหนักถึงขั้นต้องพักรักษาตัวถึง 10 วัน
ริคุกลายเป็นหมาหัวเน่าของคนทั้งห้องอีกครั้ง...เหมือนเช่นที่เคยถูกตรงหน้าว่าเป็น "เด็กเลี้ยงแกะ" ในสมัยอยู่ชั้นประถม หากครั้งนี้เลวร้ายยิ่งกว่า เพราะไม่มีทั้งอามาเนะและโยเฮย์คอยประคับประคองไว้ พ่อของริคุก็เหินห่างซ้ำยังหัวแข็งยึดมั่นกับความเป็นจริงเกินกว่าที่ริคุจะเข้าหาเพื่อขอคำปรึกษาได้ ชิซึรุแม้จะรักริคุเหมือนลูกแท้ๆ แต่ก็ไม่เข้าใจริคุมากพอจะให้ความช่วยเหลือที่ริคุต้องการได้ นับวันชีวิตของริคุก็ยิ่งตกต่ำสู่ความสิ้นหวังลงทุกที...
สภาพของริคุในยามนี้แทบไม่แตกต่างกับเด็กเล็กที่ทำข้าวของเครื่องใช้สำคัญในบ้านพัง ยอมรับก็ถูกด่า ไม่ยอมรับก็ถูกด่า ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็มีแต่ต้องเจ็บปวดทั้งนั้น แต่ผู้คนกับสภาพรอบข้างกลับปิดไว้ให้เลือกได้เพียงสองทาง เด็กยังโชคดีที่พอหาทางออกได้ด้วยการร้องไห้จ้าขอความเห็นใจ แต่ริคุไม่สามารถทำแบบนั้นได้ เพราะริคุไม่ใช่เด็กเล็กๆ อีกต่อไปแล้ว ครั้นจะให้เลือกทางใดทางหนึ่งระหว่าง "ใช้ชีวิตตามปกติโดยไม่มีอามาเนะ" กับ "ตามหาอามาเนะให้สุดชีวิต" ก็ไม่สามารถทำได้อีก
สุดท้ายเมื่อไม่อาจเลือกทางใดทางหนึ่งได้ ริคุจึงเลือกทางออกด้วยการสร้าง "เปลือก" ขึ้นมาห่อหุ้มตัวตนที่แท้จริงของตัวเองเอาไว้ ภายนอกเปลือกนั้นคือริคุที่ใช้ชีวิตตามประสาวัยรุ่น ไปโรงเรียน กลับบ้าน ช่วยงานบ้าน พูดคุยหยอกล้อเล่นหัวกับครอบครัว นานๆ ก็ไปเที่ยวเฮฮากับเพื่อนๆ บ้าง เป็นริคุที่มีชีวิตอย่างปกติสุขตามที่เพื่อนๆ มองเห็นและครอบครัวหวังจะให้เป็น
หากที่อยู่ลึกลงไปภายใต้เปลือกนั้น คือหัวใจที่โบ๋กลวงเปี่ยมไปด้วยความเปล่าเปลี่ยว สับสน และไม่เข้าใจว่าตัวเองทำแบบนี้ไปเพื่ออะไร ในเมื่อคนสำคัญอย่างอามาเนะไม่ได้อยู่ดูตัวเองในตอนนี้อีกต่อไปแล้ว
"ผมอยู่ด้วยความสิ้นหวังมานานแล้ว...ชีวิตอันแสนสุขของผมมันหายไปตั้งแต่เมื่อ 2 ปีก่อนแล้ว พี่อามาเนะไม่อยู่แล้ว...ชีวิตอันแสนสุขก็ไม่มีความหมายอะไรอีก" คือคำพูดที่ริคุสารภาพกับทาคาโอะในช่วงกลางของเล่ม 2
"ริตจัง...เมื่อก่อนเขาดูน่ากลัวกว่านี้ ถึงหน้าจะยิ้ม แต่ดวงตากลับเฉยชาเหมือนไม่มีอารมณ์ความรู้สึกอะไรอยู่เลย..." คือประโยคที่ชิซึรุพูดกับสามีถึงเรื่องของริคุในช่วงต้นของเล่ม 5
ทั้งสองประโยคในข้างต้นนี้สื่อให้เห็นอย่างชัดเจนว่าภาพของริคุตั้งแต่เริ่มต้นเรื่องนั้น แท้จริงเป็นเพียงเปลือกนอกกลวงเปล่าเพื่อปิดบังตัวตนแท้จริงที่มีชีวิตอยู่ไปวันๆ กับความสิ้นหวังเท่านั้น
และที่น่าทึ่งคือ ริคุสามารถใช้ชีวิตแบบนี้มาได้ถึง 2 ปีโดยที่ไม่มีใครรู้ความจริงภายในใจของริคุเลยแม้แต่น้อย (เว้นแต่พ่อผู้รู้อากัปกิริยาของลูกชายทุกอย่าง แต่ไม่เคยจะเข้ามาพูดคุยทำความเข้าใจด้วย และชิซึรุ ผู้ถึงแม้จะรู้ แต่ก็ไม่รู้จะหาทางช่วยได้อย่างไร) ด้วยความสามารถในการโกหกระดับเด็กเลี้ยงแกะนี้เองที่ทำให้เพื่อนๆ และคนรอบตัวไม่ได้ระแคะระคายถึง "ช่องว่างอันดำมืด" ของริคุแม้แต่คนเดียว (หรือถึงสังเกต ก็ไม่อาจทำอะไรได้ และเลือกที่จะวางเฉยกับภาพความจริงที่มองเห็นเบื้องหลังเปลือกนั้น)
ริคุดำรงตัวตนในฐานะ "เปลือก" ที่แต่งแต้มด้วยคำโกหกของ "เด็กเลี้ยงแกะ" เช่นนี้เรื่อยมา จนกระทั่งวันที่เขาได้พบกับ "เนเน่" อีกหนึ่งตัวตนที่จะดึงให้ริคุเข้าสู่วังวนแห่งความจริงและความลวงที่หนักข้อยิ่งกว่าเดิมหลายเท่า
ทำให้ตัวตนของริคุยิ่งเข้าใกล้ความเป็น "เด็กเลี้ยงแกะ" ยิ่งกว่าเดิม และทำให้เปลือกนอกของริคุเปลี่ยนแปลงจากคราบมนุษย์ที่กลวงเปล่า ไปเป็น "หมาป่า" ที่ดุร้ายพร้อมจะขย้ำกินทุกอย่าง
เพื่อเบิกทางสู่ความจริงเบื้องหลังความลวงเหล่านั้น
~จบช่วงที่ 1 "เด็กเลี้ยงแกะ"~
ติดตามต่อได้ในช่วงที่ 2: "หมาป่า"
ผมชอบช่วงย้อนอดีตที่ริคุยังทำใจยอมรับความจริงไม่ได้ ไม่ไปโรงเรียน ออกตามหาพี่อามาเนะซะทั่วเมือง แล้วจบที่โมโนล็อกว่า
"ในที่สุดผมก็เข้าใจ
ว่าสิ่งที่ขาดหายไปจากโลกใบนี้
ก็มีเพียงพี่อามาเนะเท่านั้น"
จี๊ดเหลือหลาย ใครเคยเสียคนใกล้ชิดไปซักครั้ง ต้องชอบโมโนล็อกบทนี้แน่ๆ ครับ
#1 By วลาดิมีร์ ปูทัน on 2009-11-08 22:02