World Embryo ในทรรศนะของข้าพเจ้า 2: ทาเคเบะ โยเฮย์...ดาราลับแสง
posted on 17 Nov 2009 00:05 by duckanddrakeรีวิวตัวละครแบบปั่นด่วนเนื่องในโอกาสเล่ม 4 ออกเร็วก่อนกำหนดครับ (ผมไปเดินแถวๆ เดอะมอลล์บางกะปิมาเมื่อวันอาทิตย์ก็เห็นตั้งหราอยู่แล้ว ก่อนวันออกจำหน่ายตั้ง 2 วันแน่ะ เหอๆๆ ยังไงก็อย่าลืมอุดหนุนกันนะครับ)
บอกตามตรงว่าตอนแรกผมไม่ได้วางแผนจะเขียนถึงโยเฮย์เลย แต่วางแผนจะเขียนถึงซาวาโกะ เพราะคิดว่าปมของซาวาโกะน่าจะมีอะไรให้พูดถึงมากกว่า แต่ทำไปทำมา ไอเดียเรื่องของโยเฮย์ก็ปิ๊งเข้ามาในหัวเรื่อยๆ รู้ตัวอีกทีก็มากกว่าไอเดียเรื่องซาวาโกะไปซะงั้น สุดท้ายก็เลยเปลี่ยนใจ ยกบทที่ 2 ให้โยเฮย์เอาดื้อๆ ซะแบบนี้เลย
ว่าแล้วก็เชิญอ่านกันได้เลยครับ
ทาเคเบะ โยเฮย์...ดาราลับแสง
ในมังงะเรื่อง World Embryo ที่มีแต่เรื่องราวมืดมนและสถานการณ์ชวนกดดันจนลืมหายใจแทบจะตลอดทั้งเรื่องนั้น หากมีการจัดอันดับตัวละครที่สดใสเต็มไปด้วยพลังด้านบวกเหลือเฟือที่สุดในเรื่องแล้วละก็ เชื่อว่าผู้อ่านหลายคนคงพร้อมใจกันยกตำแหน่งนี้ให้แก่ “ทาเคเบะ โยเฮย์” เพื่อนรุ่นพี่จอมซ่าของริคุอย่างแน่นอน
ด้วยความเป็นคนสดใสร่าเริง อารมณ์ดี มองโลกในแง่ดีตลอดเวลา ขี้เล่นมีอารมณ์ขัน ตรงไปตรงมาไม่มีนอกมีใน รักพวกพ้อง พร้อมแบ่งปันและเสียสละเพื่อพวกพ้องอยู่เสมอ บวกกับจิตใจที่หนักแน่นมั่นคง ไม่ยอมถอยให้ความชั่วร้ายแม้ครึ่งก้าว แต่ขณะเดียวกันก็กว้างขวางพร้อมจะรับฟังและเข้าใจทุกคน ลักษณะทั้งหมดนี้ทำให้โยเฮย์ดูมีความเป็นพระเอกยิ่งกว่าพระเอกตัวจริงของเรื่องอย่างริคุเสียอีก (และเชื่อว่าผู้อ่านบางท่านอยากยกตำแหน่งพระเอกของเรื่องให้โยเฮย์แทนริคุเลยด้วยซ้ำ เสียแต่อ.โมริยามะ ไดสึเกะ ผู้เขียนเรื่องท่านเขียน “ฉากสุดท้าย” ให้โยเฮย์ไว้เป็นมั่นเป็นเหมาะตั้งแต่เล่ม 2 แล้ว ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้อีก จึงกลายเป็นความฝันที่ไม่มีวันเป็นจริงไปด้วยประการฉะนี้)
เรียกว่าเข้าลักษณะคนซื่อประเภท “ไม่ฆ่าน้อง ไม่ฟ้องนาย ไม่ขายเพื่อน” ก็คงไม่เกินความจริงไปนัก
อย่างไรก็ตาม แม้โยเฮย์จะได้ชื่อว่าเป็นคนดี แต่ในเมื่อมนุษย์บนโลกมีร้อยพ่อพันแม่ มีดีมีเลวปะปนกัน ก็ย่อมมีคนมองต่างมุมออกไปอยู่ทุกเมื่อ คนดีเถรตรงซื่อสัตย์แบบโยเฮย์เองก็ใช่ว่าจะมีคนมองแต่ในแง่บวกอย่างเดียว ที่มองในแง่ลบก็มีอยู่เช่นกัน
หากมองจากมุมมองของคนที่คิดอะไรในแง่ลบ ภาพลักษณ์ของโยเฮย์ก็อาจกลายเป็นภาพลักษณ์ของคนโง่งม เชื่อคนง่าย บ้าพลังแต่ไม่มีสมอง เป็นคนช่างแส่ที่ไม่รู้จักเจียมตัว ชอบเสนอหน้าเข้าไปยุ่งเรื่องของคนอื่นทั้งๆ ที่ไม่ใช่ธุระของตัวเอง ทำวางโตเหมือนตัวเองเป็นผู้รักษาความยุติธรรม ทั้งๆ ที่ตัวเองก็เป็นแค่คนคนหนึ่งที่เผอิญมีพลังพิเศษเหนือมนุษย์ธรรมดา ไม่ใช่เทวดาฟ้ามาโปรดที่ไหน
หรือร้ายแรงกว่านั้นก็คือ มองว่าโยเฮย์เป็นแค่เด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมที่ดีแต่พ่น ไม่เข้าใจพลังอำนาจที่แท้จริงของด้านมืดในใจคนเลย
มีคนในด้านมืดจำนวนไม่น้อยที่ชอบกล่าวหาคนในด้านสว่างในทำนองว่า “เพราะพวกที่อยู่ในแสงสว่างไม่เข้าใจน่ะสิว่าด้านมืดมันน่ากลัวยังไง ถึงได้พูดเรื่องความดีสวยหรูอย่างนั้นอยู่ได้” (คล้ายๆ กับที่ดาร์ธ เวเดอร์หรืออนาคิน สกายวอล์คเกอร์เคยพูดกับลุคผู้เป็นลูกชายว่า “เจ้าดูถูกอำนาจของด้านมืดมากเกินไป”) ซึ่งโยเฮย์เองก็ไม่พ้นโดนกล่าวหาในทำนองนี้เช่นกัน ดังที่แหล่งแพร่เคยเอาไปค่อนขอดให้ริคุฟังจนฟิวส์ขาดว่าเป็น “คนดีที่น่ารังเกียจ” (ตรงนี้ในฉบับภาษาญี่ปุ่นเรียกว่า “Saiaku no ohitoyoshi” (最悪のお人好し) ซึ่งฉบับลิขสิทธิ์ภาษาไทยแปลว่า “การมองโลกในแง่ดีที่เลวร้ายที่สุด” แต่โดยส่วนตัวผมเห็นว่าคำพูดตรงนี้จริงๆ น่าจะสื่อความหมายถึงโยเฮย์มากกว่า เพราะคำว่า “ohitoyoshi” (お人好し) นั้นแปลว่า “คนดี” ก็ได้ด้วย ส่วนคำว่า “saiaku” (最悪) แปลว่า “เลวร้ายที่สุด แย่ที่สุด”)
แต่ดังที่อาจารย์นิชิโอะ อิชินกล่าวไว้ในนิยายเรื่อง Bakemonogatari ว่า "คนดีไม่จำเป็นต้องเป็นคนเติบโตมาจากชีวิตที่โชคดี และคนเลวก็ไม่จำเป็นว่าต้องเติบโตมาจากชีวิตที่โชคร้าย" (ไม่แน่ใจว่าเป็นบทพูดในช่วงเนื้อเรื่องไหน เนื้อเรื่องที่ทำอนิเมแล้วหรือว่าเนื้อเรื่องช่วงที่ยังเป็นนิยายอยู่) โยเฮย์เองก็ใช่ว่าจะมีชีวิตสุขสบาย กว่าจะเติบโตมาเป็นคนที่พร้อมจะแบ่งปันความดีของตัวเองให้ผู้อื่นได้อย่างทุกวันนี้ เขาต้องผ่านเรื่องราวมามากมาย ผ่านบททดสอบมากหลายท่ามกลางสภาพแวดล้อมทั้งภายนอกและภายในที่กดดันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
มาลองดูเรื่องราวของโยเฮย์กันครับ
เช่นเดียวกับอีกหลายตัวละครใน World Embryo ที่ไม่ได้รับการเปิดเผยประวัติมากนัก (บ้างก็จงใจไม่พูดถึงมากอยู่แล้ว แต่ส่วนใหญ่มักโดนกั๊กประวัติไว้สำหรับทำเซอร์ไพรส์หรือดึงเรตติ้งคนอ่านในช่วงหลังๆ) ในเรื่องแทบไม่มีการพูดถึงประวัติของโยเฮย์อย่างละเอียดเลย รู้เพียงว่าโยเฮย์นั้นเข้ากับพ่อแม่ไม่ค่อยได้มาตั้งแต่เด็ก รอยร้าวระหว่างโยเฮย์กับพ่อแม่นั้นรุนแรงถึงขนาดที่อยู่ร่วมบ้านกันไม่ได้ ต้องแยกตัวไปใช้ชีวิตตามลำพังเมื่อขึ้นชั้นมัธยมต้น (แรงแค่ไหน เอาเป็นว่าหลังจากโยเฮย์ตาย พ่อแม่ของโยเฮย์แทบจะไม่ออกอาการลอสต์รีบาวด์ซินโดรมเลย หรือถ้าจะมี อย่างมากก็เป็นแค่อาการปวดหัวเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ถึงขั้นภาวะจิตใจเสียสมดุลอย่างที่ควรเป็นหากคนสำคัญระดับลูกชายแท้ๆ หายไป แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าสำหรับพ่อแม่ครอบครัวแล้ว โยเฮย์ไม่ได้มีความสำคัญอะไรเลย)
ทั้งหมดนี้สื่อให้เห็นอย่างชัดเจนว่าวัยเด็กของโยเฮย์นั้นก็ใช่ว่าจะสมบูรณ์พร้อม เผลอๆ อาจจะแย่หนักข้อกว่าริคุด้วยซ้ำ ริคุแม้จะดูห่างเหินกับครอบครัว แต่นั่นเป็นเพราะปัญหาเรื่องการสื่อสารและความเข้าใจระหว่างกัน ไม่ได้หมายความว่าครอบครัวจะไม่รักริคุหรือเลี้ยงริคุแบบเสียไม่ได้ ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในเวลาที่เจ็บปวดจากการสูญเสียอามาเนะ ริคุก็ยังมีแม่เลี้ยงอย่างชิซึรุคอยดูแลอยู่ข้างๆ พ่อริคุเองถึงจะวางเฉยไม่พูดอะไร แต่ใจจริงก็เป็นห่วงริคุเหมือนกัน
แต่โยเฮย์นั้นต่างออกไป ความไม่เข้าใจระหว่างโยเฮย์กับพ่อแม่นั้นรุนแรงยิ่งกว่าริคุมากนัก มากเสียจนไม่อาจเรียกร้องความรักหรือการช่วยเหลือใดๆ จากคนที่ได้ชื่อว่าเป็นครอบครัวได้เลย เพราะดังที่กล่าวไปในข้างต้น พ่อแม่โยเฮย์นั้นแทบไม่สนใจการมีตัวตนอยู่ของลูกด้วยซ้ำ
ตามธรรมดาคนที่มีปมขัดแย้งรุนแรงในวัยเด็กแบบนี้ หากไม่ได้รับการบำบัดหรือฟื้นฟูจิตใจอย่างถูกต้องแล้ว เมื่อเติบใหญ่ขึ้นมา โดยมากอย่างเบาะๆ ก็อาจกลายเป็นคนเก็บตัวมืดมนอย่างริคุ อาจกลายเป็นคนปิดกั้นหัวใจตัวเองไม่กล้ามีสัมพันธ์กับใคร หรืออย่างเลวร้ายที่สุดก็มีสิทธิ์กลายเป็นคนนิสัยเลวร้ายหัวใจพิกลพิการแบบสุดกู่ไปเลย
แต่โยเฮย์กลับไม่ได้เป็นอย่างนั้น
แม้จะผ่านชีวิตวัยเด็กที่โหดร้ายยิ่งกว่าริคุ แต่โยเฮย์ก็ไม่เคยสูญเสียแสงสว่างในหัวใจไป ไม่เพียงไม่สูญเสีย แต่ยังเปี่ยมไปด้วยพลังและความเข้มแข็งที่ก้าวข้ามความเศร้าและความเจ็บปวดเหล่านั้น แถมยังมีเผื่อเหลือไปช่วยไปผูกมิตรกับคนอื่นได้อีกมากมาย
แม้ไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าใครหรืออะไรเป็นผู้ช่วยเหลือชี้นำหัวใจของโยเฮย์ไว้ไม่ให้ตกลงไปสู่เงามืด แต่ที่รู้แน่ๆ ก็คือ มันทำให้เขากลายเป็นคนที่พร้อมจะแบ่งปันและหยิบยื่นความดีของตัวเองให้ผู้อื่นอย่างไม่เสียดายเลย
เรียกได้ว่าเป็นการแปรความเศร้าให้เป็นมนุษยธรรม แปรความเจ็บปวดให้เป็นพลังช่วยเหลือทั้งตนเองและผู้อื่นอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นเรื่องที่หลายคนทำไม่ได้ และใจไม่ถึงพอที่จะทำ
เพราะความเป็นคนใจกว้างและจริงใจนี้เอง โยเฮย์จึงเป็นอีกคนหนึ่งนอกจากอามาเนะที่สามารถเข้าถึงจิตใจริคุได้ เป็นคนปลอบโยนเรน่าที่สิ้นหวังกับการเป็นคนไม่มีความทรงจำจากอาการลอสต์รีบาวด์ซินโดรม (แม้เจ้าตัวจะไม่รู้ความจริงเรื่องอาการลอสต์รีบาวด์ของเรน่าเลยก็ตาม) ทั้งยังเป็นศูนย์กลางที่ร้อยรัดสมาชิกทุกคนในหน่วยย่อยของ F.L.A.G. เข้าด้วยกัน กลายเป็นสายสัมพันธ์แห่งน้ำมิตรที่ไม่มีวันเลือนหาย แม้จะตายจากกันไปก็ตาม
ผมคิดว่าตัวละครที่ใกล้เคียงกับโยเฮย์มากที่สุดน่าจะเป็น “ลูกพี่คามินะ” จาก Gurren Lagann และ “แซ็ค” จาก Final Fantasy 7
ความสัมพันธ์ระหว่างโยเฮย์กับริคุนั้น หากจะเทียบให้เห็นชัดๆ ก็คงไม่ต่างอะไรกับความสัมพันธ์ระหว่างชิมอนกับคามินะและความสัมพันธ์ระหว่างแซ็คกับคลาวด์ คือเป็นความสัมพันธ์ระหว่าง “ลูกพี่ใหญ่” กับ “ลูกน้อง” ผู้ติดตามลูกพี่ใหญ่
ในช่วงบทแรกๆ ของเรื่อง Gurren Lagann นั้น ขณะที่คนในหมู่บ้านมองชิมอนเป็นแค่ตัวโง่งมน่ารังเกียจ คามินะกลับมองเห็นศักยภาพบางอย่างในตัวชิมอน เช่นเดียวกับใน Final Fantasy 7 ที่แซ็คมองเห็นถึงพลังแฝงยกโอ่งยามไฟไหม้ในตัวคลาวด์ซึ่งครั้งนั้นยังเป็นเพียงทหารระดับไพร่ในเชิงปริมาณ
การที่โยเฮย์มองทะลุความเป็นเด็กเลี้ยงแกะภายนอก เห็นเนื้อทองที่ซ่อนอยู่ภายในตัวริคุก็เป็นเช่นเดียวกัน อาจเป็นเพราะสัญชาตญาณของเด็กขาดความอบอุ่นที่สามารถรับรู้ถึงตัวตนของเด็กขาดความอบอุ่นด้วยกันก็ได้ ที่ทำให้โยเฮย์มองเห็นถึงปัญหาภายในใจของริคุทะลุปรุโปร่งยิ่งกว่าใคร โยเฮย์จึงพยายามเข้าหาริคุ โดยใช้ความจริงใจของตัวเองเป็นสื่อ ช่วยประคับประคองริคุจนสามารถก้าวข้ามความเจ็บปวดที่ถูกเพื่อนร่วมชั้นตั้งแง่รังเกียจว่าเป็นไอ้จอมโกหกมาได้
ความช่วยเหลือจากโยเฮย์นี้เอง ที่มีส่วนทำให้ริคุกลับมาใช้ชีวิตเป็นผู้เป็นคนได้อย่างแท้จริง หากจะนับว่าอามาเนะเป็น “ตัวแทนคุณแม่” ที่ช่วยให้ริคุกลับมายังหนทางที่ถูกต้อง โยเฮย์ก็คงเป็น “กัลยาณมิตร” ที่ช่วยประคองไว้ไม่ให้ริคุออกนอกลู่นอกทางและคอยปกป้องภัยอันตรายในยามที่ริคุอยู่นอกสายตาของอามาเนะ
เทียบให้ฟังดูหรูกว่านั้น อามาเนะก็เป็นเหมือน “แสงจันทร์” ที่ช่วยส่องสว่างให้ชีวิตอันมืดมนเหมือนราตรีกาลของริคุสว่างไสว ส่วนโยเฮย์ก็คือ “ดวงดาว” ที่คอยกระพริบแสงนำทางให้ริคุในคืนที่พระจันทร์อับแสงนั่นเอง
อาจเป็นเพราะเหตุนี้ก็ได้ที่ทำให้ริคุรักและนับถือโยเฮย์จากใจจริง สำหรับริคุแล้ว โยเฮย์คือ “ลูกพี่ใหญ่” ที่ใจกว้างพร้อมจะรับฟังทุกเรื่อง เป็นคนที่พร้อมจะยอมรับคุณค่าของเขาอย่างที่เขาเป็น ไม่ใช่สักแต่ว่ายัดเยียดให้อย่างพ่อหรือคนรอบข้างอื่นๆ เป็นคนที่เขาสามารถพูดคุยได้ทุกเรื่องโดยไม่ต้องกลัวว่าจะถูกทรยศเอาไปพูดจาว่าร้ายทีหลังเหมือนอย่างเพื่อนทรยศบางคนที่เขาได้พบเจอในสมัยเรียนชั้นประถมและชั้นมัธยมต้น ความไว้ใจที่ริคุมีให้กับโยเฮย์นั้น หากไม่นับอามาเนะแล้วก็เรียกได้ว่าสูงกว่าตัวละครทุกตัวในเรื่อง เห็นได้จากตอนที่ริคุตัดสินใจเล่าความจริงเกี่ยวกับตัวเนเน่ให้โยเฮย์ฟังในการพบกันครั้งที่สองหลังจากโยเฮย์ช่วยเขาไว้จากฝูงคังชุในการพบกันอีกครั้งในตอนแรก
น่าเสียดายจริงๆ ที่วันนั้นริคุไม่ทันได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้โยเฮย์ฟัง หากริคุได้มีโอกาสเล่าเรื่องทั้งหมด บางทีเรื่องราวระหว่างริคุกับ F.L.A.G. อาจไม่บานปลายใหญ่โตถึงเพียงนี้ก็ได้
และแล้วหลังจากทิ้งให้คนอ่านได้ลุ้นกับเรื่องราวอยู่เล่มครึ่ง ปมปมหนึ่งในปมจำนวนมากที่เกี่ยวข้องกับความมุ่งมั่นในการช่วยเหลือผู้อื่นของโยเฮย์ก็เปิดเผยออกมา เมื่อริคุถูกทางสำนักงานใหญ่ F.L.A.G. สั่งคุมตัวไว้ในช่วงปลายเล่ม 1 โยเฮย์ซึ่งไม่พอใจกับการตัดสินใจแบบยัดเยียดเผด็จการของทางสำนักงานใหญ่ จึงขอร้องให้เพื่อนๆ หน่วยย่อยหาทางช่วยริคุให้ได้ ซึ่งก็ได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดี แต่แผนการช่วยเหลือยังไม่ทันจะเริ่มขึ้น ก็เกิดเหตุร้ายซ้ำซ้อนขึ้นภายในสำนักงานใหญ่เสียก่อน ทั้งการหลบหนีของริคุ ทั้งการบุกจู่โจมสายฟ้าแลบของทาคาโอะ
ท่ามกลางสถานการณ์ที่วุ่นวายยุ่งเหยิงนี้เอง โยเฮย์ได้ตัดสินใจเสี่ยงเข้าไปเผชิญหน้ากับทาคาโอะแล้วเจรจา “ขอ” แกนจิงกิที่ทาคาโอะรวบรวมไว้มาสักอันเพื่อช่วยริคุจากการติดเชื้อ สร้างความเดือดดาลให้กับทาคาโอะอย่างมากจนเกิดการต่อสู้กันอย่างรุนแรง แม้โยเฮย์จะเป็นผู้ใช้จิงกิระดับหัวแถวคนหนึ่งขององค์กร แต่ก็ต้านความร้ายกาจของทาคาโอะไว้ไม่อยู่ และถูกเล่นงานจนบาดเจ็บสาหัสขณะพยายามปกป้องริคุ
อาการบาดเจ็บของโยเฮย์ในยามนี้สาหัสเกินกว่าที่พลังฟื้นสภาพของผู้ใช้จิงกิจะช่วยรักษาไว้ได้ โยเฮย์รู้ตัวว่าตัวเองจะต้องตายแล้วแน่ๆ
พลันสมองของเขาก็หวนนึกถึงวันแห่งชะตากรรมที่ทำให้เขากลายเป็นผู้ใช้จิงกิเช่นทุกวันนี้
ที่แท้ครั้งหนึ่งเมื่ออายุเท่ากับริคุ โยเฮย์เองก็เคยถูกคังชุโจมตีมาก่อน ผลจากการโจมตีครั้งนั้นทำให้โยเฮย์สูญเสียกลุ่มเพื่อนในสมัยมัธยมปลายไปจนหมด ตัวโยเฮย์แม้จะรอดมาได้แต่ก็บาดเจ็บสาหัสปางตาย โชคดีที่ได้ผู้ใช้จิงกิคนหนึ่งของ F.L.A.G. (ในเรื่องเป็นหญิงสาวในชุดสูทที่โยเฮย์เรียกว่า “อาจารย์” คาดว่าคงเป็นอาชีพบังหน้าไม่ก็ปลอมตัวแทรกซึมเข้ามาในโรงเรียนของโยเฮย์) ช่วยชีวิตไว้ด้วยการมอบแก่นจิงกิของตัวเองให้เช่นกัน
ครั้งนั้น โยเฮย์ต้องหลั่งน้ำตาฆ่า “อาจารย์” ด้วยมือตัวเองเพื่อไม่ให้เธอต้องกลายเป็นคังชุไปทำร้ายใคร นับแต่วันนั้น โยเฮย์ก็สาบานว่าจะไม่ยอมให้เรื่องแบบนี้เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง เขาเข้าร่วมกับ F.L.A.G. ด้วยความตั้งใจของตนเอง เพื่อไล่ล่ากำจัดเหล่าคังชุ และสาวไปให้ถึงตัวแหล่งแพร่เพื่อยุติรากเหง้าของความเลวร้ายทั้งหมดไม่ให้เกิดขึ้นมาอีก
แต่สุดท้ายโยเฮย์ก็ไม่อาจฝืนชะตาได้ เมื่อปลงได้แล้วว่าชีวิตตัวเองคงมาได้แค่นี้จริงๆ เขาจึงตัดสินใจถ่ายทอดแก่นจิงกิของตัวเองให้กับริคุ และฝากฝังเรื่องทุกอย่างไว้ให้ริคุช่วยสานต่อ ก่อนจะถูกริคุฆ่าตายในชั่วเสี้ยววินาทีก่อนจะกลายเป็นคังชุเต็มตัวเช่นเดียวกับอาจารย์ผู้ถ่ายทอดแกนจิงกิให้กับเขา
การสละชีวิตของโยเฮย์แม้จะช่วยให้ริคุรอดชีวิตและกลับมาเป็นมนุษย์ได้อีกครั้งในฐานะผู้ใช้จิงกิ แต่อีกด้านหนึ่งก็ทำให้ริคุขาดคนคอยช่วยเหลือในการปรับตัวให้เข้ากับ F.L.A.G. และคนของหน่วยย่อย การจากไปของโยเฮย์สร้างช่องว่างขนาดใหญ่ขึ้นระหว่างสองฝ่ายอย่างที่ไม่อาจเติมเต็มได้ เพราะริคุนั้นระแวง F.L.A.G. เกินกว่าจะเสี่ยงเชื่อใจคนของ F.L.A.G. หรือกระทั่งสมาชิกหน่วยย่อยคนอื่นๆ ได้ คนของ F.L.A.G. ที่ริคุเชื่อใจมีแต่โยเฮย์เพียงคนเดียวเท่านั้น ดังนั้นเมื่อขาดโยเฮย์ ทั้งสองฝ่ายจึงไม่มีผู้ใดคอยเป็นสะพานเชื่อมสัมพันธไมตรีกันได้อีก และเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ชีวิตของริคุยิ่งตกต่ำลงอย่างช้าๆ
ถึงอย่างนั้นการตายของโยเฮย์ก็ไม่ได้ทำให้โยเฮย์หมดความสำคัญในสายตาของริคุเลย อย่างน้อยความช่วยเหลือต่างๆ ที่โยเฮย์เคยหยิบยื่นให้ตั้งแต่ตอนพบกันครั้งแรกก็ยังคงอยู่ในความทรงจำของริคุอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเสียสละครั้งสุดท้ายของโยเฮย์นั้นอาจเรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในเหตุการณ์ที่ริคุจำได้ติดตามากที่สุดในชีวิตเลยทีเดียว อาจจะเทียบเท่าฉากพบกันครั้งสุดท้ายระหว่างริคุกับอามาเนะในเล่ม 4 ด้วยซ้ำ
และการเสียสละครั้งสุดท้ายนี้เองที่ช่วยประคับประคองริคุไว้ไม่ให้ริคุต้องตกลงสู่ด้านมืดอย่างเต็มตัว แม้จะมีหลายครั้งที่ริคุถูกด้านมืดล่อลวงชักพาให้ทอดทิ้งความเป็นมนุษย์เข้าสู่ความเป็นหมาป่า เป็นปีศาจร้ายที่ทำได้ทุกอย่างเพื่อเป้าหมายของตนเอง แต่เมื่อนึกถึงโยเฮย์ ความรู้สึกดำมืดเหล่านั้นก็จะกลายเป็นความรู้สึกเจ็บปวดและความรู้สึกผิดลึกๆ อยู่เสมอ
“พี่โย...ถ้ารู้ว่าฉันหลอกพวกพ้องของพี่...พี่คงตำหนิฉันใช่มั้ย?” คือคำพูดที่ริคุรำพึงกับตัวเองถึงเรื่องที่ต้องใส่หน้ากากหลอกลวงเพื่อนร่วมหน่วยย่อยทุกคนในตอนที่ 29 เล่มที่ 4
อ่านบทพูดข้างบนนี้แล้วอดคิดไม่ได้ว่าโยเฮย์ตายเร็วเกินไปจริงๆ หากโยเฮย์ไม่ตายและหาทางช่วยริคุจนสำเร็จในวันนั้น เหตุการณ์อะไรหลายๆ อย่างคงคลี่คลายในทางที่ดีขึ้นกว่านี้มาก ดีไม่ดีอาจถึงขั้นต้องเขียนเนื้อเรื่อง World Embryo กันใหม่ยกชุดเลยด้วยซ้ำ แต่ก็นั่นแหละ มองในทางกลับกัน โยเฮย์คือตัวละครที่สมควรดันบทให้ตายมากที่สุด เพราะถ้าโยเฮย์ยังอยู่ บทบาทของโยเฮย์คงแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกลบบทบาทของริคุจนตกลงไปเพียงแค่ตัวประกอบ และเราก็คงไม่มีโอกาสได้เห็นริคุในบทบาทของพระเอกดาร์คไซด์ที่ใครหลายคนชอบและเป็นจุดแข็งที่สุดในบทของริคุเป็นแน่ เพราะถูกรัศมีเจิดจ้าของโยเฮย์บดบังหมด และเรื่อง World Embryo ก็คงไม่หนักแน่นเข้มข้นเท่ากับที่เป็นอยู่ในตอนนี้ด้วย
เหมือนอย่างที่ทางไกแนกซ์ต้องเขียนบทให้คามินะตายตั้งแต่ช่วงต้นเรื่อง เพื่อเปิดทางดันบทให้กับชิมอนพระเอกของเรื่องต่อไปนั่นเอง
กล่าวโดยสรุปแล้ว โยเฮย์เป็นตัวละครเพียงไม่กี่คนในเรื่องนี้ที่มีด้านสว่างอยู่แทบจะเต็มตัว แต่ก็ไม่ใช่ตัวละครพระเอกจ๋าที่ดีแต่กล่าวอ้างแสงสว่างพร่ำเพรื่อโดยไม่เคยรู้จักด้านมืดอย่างที่พระเอกการ์ตูนหรือนิยายแฟนตาซีหลายเรื่องเป็นกัน ตรงกันข้าม โยเฮย์กลับเป็นตัวละครที่ใช้ชีวิตอย่างทนทุกข์กับด้านมืดอันหนักหน่วงมาตั้งแต่วัยเด็ก แต่สุดท้ายเขาก็ผ่านมันมาได้ ไม่ใช่ด้วยการกลบปมด้อยด้วยปมเขื่อง หรือกลบความเศร้าด้วยความก้าวร้าว แต่ด้วยการแปรความเศร้าและความก้าวร้าวจากอดีตที่เจ็บปวดให้เป็นพลังด้านสว่าง เปลี่ยนด้านลบให้กลายเป็นด้านบวก และพร้อมจะใช้พลังด้านบวกนั้นช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทนใดๆ
นอกจากคำขอร้องเพียงคำเดียว...ดังที่เขาได้ขอร้องริคุเป็นครั้งสุดท้ายก่อนจะสิ้นชีพว่า
“อย่าได้ลืมกัน”
แม้จะต้องกลายเป็น “ดารา” ที่ต้องลับแสงก่อนเวลาอันควร
แม้จะต้องถูกลืมเลือนจากสังคม จากผู้คน ถูกผลักออกไปเป็นคนนอกความทรงจำด้วยความสามารถลบเลือนความทรงจำหลังสิ้นชีพของคังชุ
แต่ตัวโยเฮย์ก็ไม่เคยเสียใจ
เพราะดาราดวงนี้รู้ดี ว่าแสงสว่างที่ตนเองเหลือทิ้งไว้ให้นั้นจะคงอยู่ในหัวใจของริคุและเหล่าผองเพื่อนหน่วยย่อยทุกคนตราบชั่วนิรันดร์
@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@@
เขียนตอนนี้แล้วรู้สึกว่ายังมีอะไรขัดๆ อยู่เล็กน้อยแฮะ คงเพราะปั่นม้วนเดียวจบภายในเวลาแค่ 3 วัน บวกกับผมไม่ค่อยเชี่ยวชาญเรื่องของโยเฮย์เท่าไหร่นัก ต้องแก้ซ้ำไปซ้ำมาจนวินาทีสุดท้ายอยู่ตั้งนานพอดูเหมือนกันกว่าจะออกมาได้แบบนี้
ถ้าคิดว่ามีอะไรแปร่งๆ ติดขัด หรือว่าผิดไปตรงไหน คอมเมนต์ได้เต็มที่เลยนะครับ
ขอบคุณล่วงหน้าครับ