[SPOILER!!!] World Embryo เล่ม 4 ตอนที่ 25 - 26
posted on 21 Jun 2009 20:27 by duckanddrakeสวัสดีทุกท่านสำหรับ Spoil เรื่อง World Embryo ครั้งแรกของผมนะครับ
ตั้งใจจะเอาลงมาตั้งนานแล้วละครับ ติดแต่อัพของขึ้นบล็อคนี้มันยุ่งยาก + ไม่ค่อยมีเวลาอัพเท่าไหร่ เลยไม่ได้มาลงซะที วันนี้เพิ่งทำงานใหญ่พ้นตัวเสร็จไปชิ้นหนึ่ง เหลือแต่งานเล็กๆ ไม่ลำบากอะไร เลยรีบมาลงไว้ก่อนครับ
อนึ่ง เพื่อไม่ให้แต่ละเอ็นทรี่โหลดโหดจนเกินไป ผมจะทยอยลงทีละ 2 ตอนไปเรื่อยๆ จนถึงตอนล่าสุดนะครับ
ภาพปกนอกของเล่ม 4
ชุดเนเน่ในภาพนี้เห็นแล้วนึกถึงจอมเวทมนตร์ขาวในเกม Final Fantasy เลยแฮะ
ส่วนอันนี้เป็นภาพปกในครับ
เป็นการ์ตูน 4
ช่องจบว่าด้วยเรื่องเนเน่อยากมัดผมเปีย
กับข้อมูลว่าด้วยการสร้างตัวละครโจกับคลาร่าครับ
(ทั้งสองคนเป็นตัวละครใหม่ที่ปรากฏตัวในเล่มนี้เป็นครั้งแรก
รายละเอียดติดตามได้ใน Spoil ข้างล่างครับ)
ตอน 25
เปิดเรื่องมาต่อจากเล่มที่แล้วหลังจาก
จัดการกับฝูงคังชุที่บุกถล่มโรงเรียนได้
เรน่าก็ลากตัวริคุมาซักเอาความจริงทั้งหมดตามที่ตัวเองได้ยินริคุพูดเข้า
ริคุเห็นไม่มีทางเลี่ยง จึงตัดสินใจเล่าเรื่องทั้งหมดให้เรน่าฟัง
ทั้งเรื่องราวของเขากับพี่อามาเนะ
ทั้งสิ่งที่เขาได้รับรู้ในเหตุการณ์ไฟไหม้โรงพยาบาลคาซามะเมื่อ 2 ปีก่อน
อา
มาเนะนั้นเป็นน้องสาวของชิซึรุ
ทั้งคู่เข้ามาอยู่ร่วมบ้านเดียวกับริคุกับพ่อเมื่อ 8
ปีก่อนเนื่องจากในตอนนั้น
พ่อของชิซึรุกับอามาเนะเสียชีวิตเนื่องจากอาการหัวใจล้มเหลว พร้อมๆ
กับที่แม่ของริคุก็เสียชีวิตในปีเดียวกัน
พ่อของริคุซึ่งเคยเป็นลูกศิษย์พ่อของชิซึรุกับอามาเนะจึงรับทั้งสองคนมาอยู่
ด้วยกัน ทั้ง 4
คนใช้ชีวิตอยู่ด้วยกันอย่างมีความสุขเหมือนครอบครัวเดียวกันมาตลอด
แม้ว่าจะคนละสายเลือดก็ตาม
แต่ในบรรดาสมาชิกในครอบครัวทั้งหมด ริคุสนิทกับอามาเนะยิ่งกว่าใครเพื่อน
เมื่อ
ครั้งยังเด็ก ริคุติดนิสัยชอบโกหกเนื่องจากต้องการให้คนมาสนใจ
ให้คนรับรู้ว่าตัวเองมีตัวตนอยู่ ดังนั้น
ริคุจึงชอบโกหกโน่นนี่อยู่เป็นประจำ แรกๆ ก็แค่โกหกเรื่องเล็กๆ น้อยๆ
พอให้ขำๆ แต่เมื่อเวลาผ่านไป คำโกหกนั้นก็ยิ่งแรงขึ้นเรื่อยๆ
มารู้ตัวอีกทีก็ไม่อาจถอยหลังกลับได้อีกเพราะกลัวว่าจะถูกจับโกหกได้
เลยต้องโกหกไปเรื่อยๆ เอาคำโกหกมาโปะคำโกหกด้วยกัน
รวมถึงทำได้ทุกอย่างเพื่อป้องกันไม่ให้ถูกใครจับโกหกได้อีก
คนแรกที่
จับโกหกริคุได้ก็คืออามาเนะนั่นเอง หลังจากจับโกหกได้
เธอจึงได้รู้เรื่องทั้งหมด
รู้กระทั่งเรื่องที่ริคุถลำลึกไปถึงขั้นแอบขโมยของในร้านค้าเพื่อปกป้องคำ
โกหกของตัวเอง
ครั้งแรกริคุคิดว่าตัวเองคงได้รับการว่ากล่าวหรือดุด่าอย่างรุนแรงแน่ๆ
แต่อามาเนะกลับพูดกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนแกมเศร้าว่า "แม้ว่าเด็ก
เลี้ยงแกะในนิทานจะพูดโกหกหลายต่อหลายครั้ง แต่ถ้าเด็กคนนั้นมีแม่
แม่ของเขาจะรู้สึกอย่างไร จะทำใจได้อย่างไร
หากได้รู้ว่าลูกตัวเองสิ้นชีวิตลงเพราะไม่มีใครเชื่อว่าเขาพูดความจริง
สิ่งที่ริตจังทำเป็นความผิด
แต่ที่ผิดยิ่งกว่าก็คือการไม่ยอมรับว่าตัวเองทำผิด
คือการที่ต้องโกหกทั้งตัวเองและคนอื่นไปเรื่อยๆ"
คำพูดนั้นเอง
ที่ทำให้ริคุรู้สึกสำนึกผิดอย่างจริงใจ และยอมก้มหัวขอโทษ
อามาเนะจึงบอกให้เอาของทั้งหมดที่ขโมยมาไปคืนเขาให้หมด
ซึ่งริคุก็ยอมทำตามแต่โดยดี
นับแต่วันนั้น
ริคุก็เปลี่ยนไปแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
เขารู้แล้วว่าตัวเองไม่จำเป็นต้องโกหกเพื่อเรียกร้องความสนใจหรือสายตาจากคน
อื่นอีกต่อไป
เพราะบัดนี้เขาได้พบผู้ที่จะคอยเฝ้ามองเขาอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเมื่อไหร่เวลาไหนแล้ว...
นับจากนั้น
ริคุกับพ่อก็อาศัยอยู่ร่วมบ้านกับอามาเนะและพี่สาวชิซึรุเรื่อยมา ครั้งแรก
ชิซึรุตั้งใจจะอยู่จนกระทั่งทำงานตั้งตัวได้ค่อยพาอามาเนะออกจากบ้านไปอยู่
กันเอง แต่เมื่ออยู่ด้วยกันไปเรื่อยๆ
พวกเขากลับสนิทกันเหมือนเป็นครอบครัวเดียวกัน
แล้ววันหนึ่ง
พ่อของริคุกับชิซึรุก็คิดจะมาเป็นครอบครัวเดียวกันจริงๆ
ทั้งคู่ต่างตกหลุมรักซึ่งกันและกันแม้อายุจะต่างกันมาก
และตัดสินใจแต่งงานกันในที่สุด เรื่องนี้ทำให้ริคุรู้สึกสับสนไม่น้อย
จะว่าดีใจที่ได้อยู่ใกล้ชิดอามาเนะมากขึ้นกว่าเดิมก็ใช่
แต่อีกด้านหนึ่งก็รู้สึกอยากใกล้ชิดกับอามาเนะให้มากกว่านี้...มากกว่าคำว่า
พี่สาว มากกว่าคำว่าน้า ความรู้สึกสับสนนี้ยิ่งแรงขึ้น
เมื่อได้ฟังจากปากของ "คาซามะ โทโงะ"
อดีตเพื่อนที่กลายมาเป็นคู่กัดถาวรว่า
อามาเนะกับพี่ชายของตัวเองที่เป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลคาซามะนั้นกำลังคบ
เป็นแฟนกันอยู่ เนื่องจากอามาเนะแวะไปโรงพยาบาลคาซามะบ่อยๆ
เพราะเมื่อก่อนสมัยที่ริคุป่วยจนต้องเข้าโรงพยาบาล
อามาเนะได้รู้จักเป็นเพื่อนกับผู้อำนวยการคนก่อน
เลยได้ไปช่วยผอ.ทำสวนในโรงพยาบาลบ่อยๆ
(สวนเดียวกับที่ริคุเก็บรังไหมของเนเน่มา) และยังแวะไปจนทุกวันนี้
แม้ว่าริคุจะออกจากโรงพยาบาลแล้วก็ตาม
ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะได้รู้จักและสนิทกับผอ.คาซามะในตอน
นั้น
ภาพหน้าโทโงะ คู่กัดของริคุในอดีต
และด้วยความกังวลนั้นเอง
ทำให้ริคุไม่มีสมาธิในการซ้อมเคนโด้ (ริคุสมัยม.ต้นเคยอยู่ชมรมเคนโด้)
จนโดนรุ่นพี่เฉ่งเอา
แถมยังโดนยกเอาอามาเนะที่เป็นญาติกันมาเปรียบเทียบอีกจนริคุลมเสียไปเลย
(อามาเนะสมัยม.ต้นเคยอยู่ชมรมเคนโด้เหมือนกัน แถมเก่งสุดๆ
ถึงขนาดชนะเข้าไปรอบลึกๆ ทุกครั้งจนได้ฉายาว่า "ซาซาโมริไร้พ่าย"
แต่พอขึ้นม.ปลายก็เลิกเล่นเคนโด้ไปโดยไม่มีใครรู้สาเหตุแม้แต่ริคุที่อยู่
ร่วมบ้านกัน)
หลังซ้อมเคนโด้เสร็จกลับถึงบ้าน ริคุก็แทบช็อค
เมื่อเห็นว่าอามาเนะกลับบ้านโดยมีผอ.คาซามะขับรถมาส่ง
ภาพที่เห็นทำให้ริคุยิ่งสับสนหนักข้อขึ้นเป็นทวีคูณ มิหนำซ้ำ หลังจากนั้น
ริคุยิ่งสังเกตุเห็นว่าอามาเนะมักมีอาการแปลกๆ เวลาอยู่คนเดียว
อามาเนะมักจะทำหน้าเหมือนมีอะไรอยู่ในใจเสมอ
แต่พอเห็นริคุเข้าก็จะทำท่ากลบเกลื่อนว่าไม่มีอะไร
หากริคุในตอนนั้นไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่านั่นคือสัญญาณบอกเหตุถึงชะตากรรมอันทรมานที่รออยู่ข้างหน้า
ภาพหน้าผอ.คาซามะ พี่ชายของโทโงะ และคนที่ริคุคิดว่าเป็นแฟนของอามาเนะครับ
แล้ววันแห่งชะตากรรมก็มาถึง
วันนั้นเขารอกลับบ้านพร้อมอามาเนะเหมือนทุกวัน
ระหว่างที่กำลังกลับบ้านนั้นเอง อามาเนะเกิดพลาดสะดุดล้มเข้า
ริคุเลยรีบเข้าไปจะช่วยเก็บกระเป๋าให้
แต่อามาเนะกลับแย่งกระเป๋าคืนไปด้วยอาการลนลานผิดปกติจนริคุประหลาดใจว่าใน
กระเป๋ามีอะไรสำคัญขนาดนั้นอยู่หรือเปล่า
ตอนนั้นเองที่อามาเนะกลบเกลื่อนท่าทีลนลานของตัวเอง แล้วล้วงเอากล่องของขวัญออกมายื่นส่งให้เขาแล้วพูด "สุขสันต์วันเกิดจ้ะ"
คำ
อวยพรของอามาเนะทำให้ริคุนึกได้ว่าวันนี้เป็นวันเกิดของเขานั่นเอง
แต่เขาลืมไปเสียสนิทเพราะมัวแต่วุ่นกับการเตรียมงานแต่งงานของพ่อกับชิซึรุ
ซึ่งจะมีขึ้นในอีกสัปดาห์ข้างหน้า เขาแกะห่อของขวัญออก
แล้วก็พบว่าข้างในเป็นโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่เอี่ยม
"เท่านี้ก็คุยกันได้ตลอดเวลาแล้ว ถึงไม่อยู่ก็ไม่เป็นไรแล้วนะ"
ริ
คุตกใจกับคำพูดของอามาเนะมาก
เพราะดันตีความไปว่าที่อามาเนะบอกจะไม่อยู่นั่นหมายความว่าจะไปอยู่กับผอ.คา
ซามะ ริคุจึงตัดสินใจถามอามาเนะออกไปว่า "พี่อามาเนะคบกับผอ.คาซามะอยู่เหรอ?"
แว่บแรกอามาเนะเงียบไปพักหนึ่งแล้วแกล้งหัวเราะเล่นๆ กลบเกลื่อน แต่เมื่อเห็นว่าริคุไม่ได้เล่นตามไปด้วย อามาเนะจึงตอบไปว่า "เปล่า"
ได้ยินพี่สาวพูดดังนั้น ริคุจึงตัดสินใจรวบรวมความกล้าถามออกไป
"งั้นแปลว่าผมยังมีโอกาสใช่มั้ย?"
คำสารภาพของริคุทำเอาอามาเนะถึงกับอึ้งไปชั่วครู่
ก่อนจะค่อยๆ ตะกุกตะกักตอบด้วยรอยยิ้มว่า
เธอดีใจมากที่ริคุรู้สึกแบบนั้นกับเธอ แต่ขอเวลาให้เธอคิดดูก่อนสัก 1 วัน
แล้วเธอจะให้คำตอบกับริคุอย่างแน่นอน
แม้จะไม่ได้ให้คำตอบชัดเจน
แต่เพียงแค่นั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับเด็กหนุ่มผู้มีรักอยู่เต็มหัวใจ
ริคุตรงดิ่งกลับบ้านด้วยอาการลิงโลดสุดขีด
ทั้งตื่นเต้นจนหน้าร้อนผ่าวกับความในใจที่ตนสารภาพออกไป
ขณะเดียวกันก็ลุ้นตัวโก่งกับคำตอบที่จะได้รับในวันพรุ่งนี้ว่าจะออกหัวหรือ
ออกก้อย
เขานอนบิดตัวไปมาบนเตียงด้วยอาการเอ็กไซต์สุดชีวิตจนกระทั่งเผลอหลับไปด้วย
ความอ่อนเพลีย
มารู้สึกตัวตื่นอีกทีก็เกือบ 4 ทุ่มครึ่งเข้าไปแล้ว
ริคุตาลีตาลานตื่นแล้วลงไปจะทำข้าวเย็น แต่เมื่อออกจากห้อง
ริคุก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่าบ้านทั้งหลังเงียบผิดปกติ
ไม่มีสัญญาณว่ามีใครอื่นอยู่ในบ้านเลยนอกจากเขา
"พี่อามาเนะยังไม่
กลับมาอีกเหรอ?" ริคุโอะพึมพำ แล้วก็นึกขึ้นได้ว่าระหว่างทาง
อามาเนะบอกว่ามีธุระต้องไปที่อื่นก่อนเลยแยกไปอีกทาง
ส่วนตัวเขาก็กลับบ้านมาโดยไม่ได้ถามว่าอามาเนะจะไปที่ไหน
"โรงพยาบาลคาซามะ...?" ชื่อสถานที่ที่อามาเนะน่าจะแวะไปมากที่สุดผุดขึ้นในหัวของริคุทันที
ตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงไซเรนรถดับเพลิงดังอยู่ข้างนอก จึงเปิดหน้าต่างออกไปดู แล้วก็ต้องตกตะลึง
เมื่อพบว่า ณ ตำแหน่งที่โรงพยาบาลคาซามะตั้งอยู่นั้น บัดนี้กำลังถูกปกคลุมด้วยกลุ่มเพลิงสีแดงฉานและเขม่าควันดำทะมึน!!
ริคุตกใจมากกับภาพที่เห็น
เขารีบออกจากบ้านมุ่งหน้าตรงไปยังที่เกิดเหตุทันที ที่นั่น
เขาได้เห็นโรงพยาบาลคาซามะที่กำลังไฟไหม้
โดยมีนักดับเพลิงพยายามเข้าควบคุมเพลิงอย่างสุดความสามารถ
ท่ามกลางสายตาของญี่ปุ่นมุงจำนวนมากที่อยู่รอบนอก เขาเห็นโทโงะ
น้องชายของผอ.คาซาม่าอยู่ท่ามกลางกลุ่มนักดับเพลิงนั้น
กำลังโวยวายให้นักดับเพลิงช่วยพี่ชายของเขาที่ติดอยู่ข้างในด้วย
แต่สมองของริคุบัดนี้ไม่รับรู้สิ่งใดอีกแล้ว เมื่อนึกได้ว่ายังมีใครอีกคนที่น่าจะติดอยู่ในโรงพยาบาลที่ถูกพระเพลิงโหมกระหน่ำ
ใครสักคนที่สำคัญกับเขายิ่งกว่าชีวิตของตัวเอง...
จังหวะ
นั้นเองที่แสงสว่างบางอย่างวาบขึ้น ริคุหันขวับกลับไปมองยังทิศที่แสงสาดมา
ก็พบว่าที่ภูเขาด้านหลังโรงพยาบาลนั้นมีโดมแสงขนาดใหญ่เปล่งประกายสว่างวาบ
ขึ้นราวกับพลุไฟขนาดมหึมา
พริบตานั้นเอง
ทุกสรรพสิ่งรอบกายของเขาก็หยุดนิ่งลงฉับพลัน
ทั้งญี่ปุ่นมุงที่ล้อมรอบตัวเขา ทั้งนักดับเพลิง
ทั้งเปลวเพลิงที่ลามเลียไปทั่วโรงพยาบาล ราวกับถูกใครหยุดเวลาไว้ก็ไม่ปาน
ชั่วขณะที่ริคุตกตะลึงกับภาพนั้นอยู่นั้นเอง ร่างของใครคนหนึ่งก็ปรากฏตัวขึ้นที่เบื้องหน้าเขาในระยะห่างออกไปไม่มากนัก
"...ขอโทษนะจ๊ะ ชั้นให้คำตอบเธอไม่ได้อีกแล้ว" อามาเนะเริ่มพูดด้วยใบหน้าเศร้าสร้อย "
ชั้นมาที่นี่เพื่อบอกลา บอกว่าชั้นอยู่กับเธอไม่ได้อีกต่อไปแล้ว
ชั้นพยายามจนสุดกำลังมาจนถึงเมื่อกี้ แต่ตอนนี้กลับถึงขีดจำกัดซะแล้ว ชั้น
ซาซาโมริ อามาเนะ จะหายไปจากที่นี่นับแต่ตอนนี้เป็นต้นไป ดังนั้น
ได้โปรดลืมชั้นเสียเถอะนะ..."
คำพูดของอามาเนะทำเอาริคุตัวแข็งอยู่กับที่ ก่อนจะค่อยๆ ตะกุกตะกักออกมา
"พะ...พูดอะไรน่ะ..." น้ำเสียงของเด็กหนุ่มแทบจะฟังไม่เป็นคำ "
หายไป... ลืมซะ... ใครจะลืมได้เล่า!! นี่ เกิดอะไรขึ้นใช่มั้ย?
มีอะไรก็ปรึกษากันได้นี่ กลับไปบ้านแล้วค่อยๆ คุยกันเถอะ
อาทิตย์หน้าพี่ชิซึก็จะแต่งงานแล้ว
พี่อามาเนะยังไม่ได้เขียนสุนทรพจน์เลยไม่ใช่เหรอ เรื่องคำตอบจะยังไงก็ช่าง
ผมน่ะขอแค่พี่อามาเนะอยู่ใกล้ๆ ก็พอแล้ว เพราะงั้น เพราะงั้น..."
ท่อน
ท้ายน้ำเสียงเริ่มสั่นพร่าจนพูดไม่ออกด้วยแรงอารมณ์
ขณะที่พยายามหลอกตัวเองว่ามันไม่ได้มีอะไร หรือถึงมีก็แค่เรื่องล้อเล่นขำๆ
ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายอะไร
แม้ว่าภาพร่างของเด็กสาวเบื้องหน้ากำลังจะค่อยๆ จางลงไปทุกขณะ
อามาเนะฝืนยิ้มตอบให้เด็กหนุ่ม แล้วพูดออกมาด้วยน้ำเสียงปวดร้าว
"ขอบใจนะ ริตจัง..." รอยยิ้มนั้นสดใสเฉิดฉาย...ราวกับเปลวเพลิงที่ลุกโชติช่วงเป็นครั้งสุดท้ายก่อนถึงเวลามอด "ชั้นไม่ได้ทำผิดไปจริงๆ สินะ"
พร้อมๆ กับคำพูดนั้น ร่างโปร่งใสของอามาเนะก็ค่อยๆ ซีดจางแล้วสลายไปอย่างช้าๆ ราวกับกลีบซากุระร่วงโรยไปตามสายลม
ริคุทนยืนเฉยอยู่ไม่ไหว วิ่งเข้าไปยื่นมือออกหมายไขว่าคว้าร่างบอบบางเบื้องหน้า
ทว่า ชั่วพริบตาก่อนที่สองแขนจะไปถึง ร่างของอามาเนะก็ปลิวสลายหายไปในบรรยากาศแห่งราตรีอันยุ่งเหยิง
ทิ้งไว้เพียงเสียงพูดสะท้อนสะท้านแผ่วหวิวครั้งสุดท้าย
"ถ้าได้พบกันอีกครั้ง ชั้นอยากเกิดมาเป็นครอบครัวเดียวกับริตจังนะ..."
เหตุไฟไหม้ในครั้งนี้ไม่ตกเป็นข่าวใหญ่มากนัก
เนื่องจากคนไข้ส่วนใหญ่หลบหนีออกมาได้ทัน มีประมาณ 10
รายเท่านั้นที่บาดเจ็บเล็กน้อยไม่ได้สาหัสอะไร
อย่างไรก็ตาม
มีผู้สูญหายจากเหตุไฟไหม้ครั้งนี้ 1 คน นั่นคือผอ.คาซามะ ฮารุกิ
ผู้อำนวยการโรงพยาบาล และมีผู้เสียชีวิตในที่เกิดเหตุ 1 คน
ผู้เสียชีวิตคนนั้น คือ ซาซาโมริ อามาเนะ
ใน
เขตก่อสร้างของโรงพยาบาลที่เกิดเหตุ
ตำรวจไปพบเลือดกองใหญ่อยู่บนพื้นบริเวณนั้น
หลังจากนำตัวอย่างเลือดไปพิสูจน์ DNA
ก็พบว่านั่นเป็นเลือดของอามาเนะไม่ผิดแน่ ทว่านอกจากกองเลือดดังกล่าวแล้ว
ไม่มีการพบร่องรอยอะไรมากไปกว่านี้ ดังนั้น
จึงไม่อาจสรุปผลได้อย่างแน่ชัดว่าเกิดอะไรขึ้นกับซาซาโมริ อามาเนะกันแน่
คดีจบลงในฐานะคดีไฟไหม้เล็กๆ คดีหนึ่ง ไม่ต่างอะไรกับรอยขูดขีดเล็กๆ บนกำแพงมหึมาที่เรียกว่า "โลก"
แต่น้อยคนนักที่จะล่วงรู้...ว่าเหตุการณ์นี้ได้ทิ้งรอยแผลสาหัสที่ไม่อาจเยียวยาไว้ในใจของเด็กหนุ่มคนหนึ่งไปชั่วนิรันดร์...
จบตอน 25
ตอน 26
หลังการหายตัวไปของอามาเนะ
หัวใจของริคุก็จมดิ่งสู่ความสิ้นหวังอีกครั้ง
ความเจ็บปวดจากการสูญเสียทำให้เขาตีตัวออกห่างจากผู้คนแม้แต่คนในครอบครัว
อย่างพ่อหรือชิซึรุผู้เปลี่ยนสถานนะจากพี่สาวร่วมบ้านมาเป็นแม่เลี้ยง
เขาได้แต่ใช้ชีวิตอย่างซังกะตายไปวันๆ เฝ้าแต่แวะเวียนไปตามสถานที่ต่างๆ
ที่อามาเนะเคยไป หวังอย่างลมๆ แล้งๆ
ว่าการกระทำดังนั้นจะช่วยให้เขาตามหาอามาเนะจนเจอได้
แม้จะได้รับคำยืนยันจากตำรวจอย่างชัดเจนว่า "ปริมาณเลือดที่อยู่ในสถานที่นั้นมากพอๆ กับปริมาณเลือดในร่างกายคน" ก็ตาม
เขา
มารู้ทีหลังว่าทั้งพ่อและแม่เลี้ยงของเขาไม่เคยถอนคำร้องขอให้ช่วยตามหาอามา
เนะ ไม่แม้แต่จะขอให้ทางอำเภอออกใบมรณะบัตรให้อามาเนะด้วยซ้ำ
ซึ่งแสดงว่าแม้แต่พ่อแม่ของเขาที่เป็นหมอ
รู้เรื่องความเป็นความตายของคนดีกว่าใคร
ก็ไม่ได้ตัดใจเรื่องค้นหาอามาเนะเลย
แต่ความเศร้า ความเจ็บปวด และสิ้นหวังในตอนนั้นกลับบังตาเขาจากสิ่งเหล่านั้นจนสิ้น
เหมือนเคราะห์ซ้ำกรรมซัด หลังจากเหตุการณ์นั้นได้ไม่นาน กลับมีข่าวลือแพร่สะพัดไปในโรงเรียนของเขาว่า "อามาเนะคือคนร้ายที่จุดไฟเผาโรงพยาบาลเพราะแค้นที่ถูกผอ.คาซามะนอกใจ" ข่าวลือยังแรงไปถึงขั้นว่า "อามาเนะเคยได้เสียกับริคุมาก่อนจนตั้งท้อง เลยต้องลาออกจากชมรมเคนโด้ แล้วไปขอให้ผอ.คาซามะทำแท้งให้"
ด้วยความโกรธแค้นที่คนสำคัญของตัวเองถูกว่าสาดเสียเทเสีย
ริคุโถมเข้าเล่นงานกลุ่มเพื่อนร่วมชั้นที่กำลังคุยเรื่องนั้นกันอยู่อย่าง
บ้าเลือด ส่งผลให้มีคนบาดเจ็บหลายคน
หนึ่งในนั้นอาการสาหัสจนต้องพักรักษาตัวถึง 10 วัน
ริคุกลายเป็นหมาหัวเน่าของทั้งห้องนับแต่วันนั้นเป็นต้นมา...
หลังริคุจบเรื่องเล่าของตน ริคุก็บอกเรน่าว่า
แม้เขาจะไม่รู้ว่าเนเน่เป็นอะไร
แต่เนเน่ก็ปรากฏตัวออกมาจากรังไหมตามที่ในเมล์ของอามาเนะบอกจริงๆ ดังนั้น
สำหรับเขาแล้ว เนเน่ก็คือของขวัญที่อามาเนะส่งมาให้กับเขานั่นเอง
เรน่าได้ยินดังนั้นก็ถามริคุว่า หากตัวตนของเนเน่เป็นสิ่งอันตรายจริงๆ
ยังคิดจะเลี้ยงเนเน่อีกหรือเปล่า
ริคุตอบกลับแทบจะทันทีว่าเรื่องนั้นจะเป็นยังไงเขาไม่สน
สิ่งเดียวที่เขาสนก็คือ เนเน่คือปาฏิหาริย์ที่อามาเนะส่งมาให้
ดังนั้นไม่ว่าจะอันตรายอย่างไรก็ไม่เกี่ยวทั้งนั้น
ได้ยินดังนั้น เรน่าก็ชักจิงกิออกมาชี้หน้าริคุแล้วถามด้วยสีหน้าเย็นชาว่า "ถ้าเพื่อการนั้น นายกล้าเป็นศัตรูกับ F.L.A.G. หรือเปล่า"
ริคุชะงักไปแวบหนึ่งก็ชักจิงกิของตัวเองออกมาในท่าพร้อมสู้แล้วตอบกลับว่า
ถ้าพวก F.L.A.G. คิดจะพรากเนเน่ไปจากเขาจริง เขาก็ไม่ไว้หน้าเหมือนกัน
เห็น
ริคุแบไพ่ออกมาแบบนี้ เรน่าก็ขยับตัวในท่าพร้อมจะโถมเข้าโจมตีทันที
แต่ยังไม่ทันได้ออกกระบวนท่าก็เกิดเหตุการณ์ในภาพข้างล่างขึ้นซะก่อน
"ไม่ได้นะ! ปาป้า หม่าม้า อย่าทะเลาะกันสิ!"
...น่ารักจริงๆ ลูกเอ๊ย ><b
เรน่าเลยลองเอาโทรศัพท์มือถือของตัวเองแตะตัวเนเน่ดู
ปรากฏว่าโทรศัพท์ไม่ดัง
ซึ่งหมายความว่าเนเน่นั้นไม่มีความสามารถในการทำให้คนติดเชื้อ พูดง่ายๆ
ก็คือไม่ใช่คังชุหรือแหล่งแพร่ที่ทาง F.L.A.G. กำลังตามหาตัวอยู่นั่นเอง
เหตุการณ์
ที่ทำท่าจะบานปลายกลายเป็นศึกละเลงเลือดระหว่างคู่พระคู่นางจึงจบลงได้ด้วย
ความโมเอะของเนเน่เพียงคนเดียว (จริงๆ
คือเรน่าแกล้งทำเป็นจะเล่นงานริคุเพื่อทดสอบว่าริคุเตรียมใจพร้อมสู้ตายจริง
หรือเปล่า ไม่ได้กะจะเล่นเอาตายจริงๆ หรอก
ส่วนเนเน่แค่ช่วยให้เรื่องจบลงโดยไม่ต้องสู้กันเท่านั้นเอง)
หลังยืน
ยันเสร็จ เรน่าก็ถามริคุอีกคำถามว่า ถึงยังไง เรื่องที่เนเน่มี
"พลังบางอย่าง" อยู่กับตัวก็เป็นเรื่องจริง
และถ้าหากพลังของเนเน่เกิดระเบิดออกมา คนเดียวที่จะหยุดมันได้ก็มีแต่
"พ่อ" อย่างริคุเท่านั้น "ถ้าถึงเวลานั้นจริง นายจะหยุดได้หรือเปล่า?"
ริคุนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งก็ตอบว่า ตัวเขาเองไม่มั่นใจว่าจะทำได้
แต่ถึงยังไงเนเน่ก็เป็นของดูต่างหน้าที่อามาเนะทิ้งไว้ให้เขา
เพราะงั้นเขาจะ "ไม่มีทางยอมให้เรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด"
ได้
ฟังดังนั้น เรน่าก็พึมพำว่า
พี่อามาเนะที่ว่านั่นคงเป็นคนสำคัญของริคุจริงๆ สินะ
ริคุได้ยินดังนั้นจึงถามว่า แล้วเรน่าล่ะไม่มีคนสำคัญบ้างหรือ
เรน่าหันกลับมายิ้มเศร้าๆ ให้ แล้วบอกว่า "ชั้นเองก็อยากรู้เหมือนกัน"
ก่อน
จะเดินจากไป
ทิ้งให้ริคุยืนอุ้มเนเน่ตีหน้าเอ๋ออยู่กับความงุนงงว่าทำไมเรน่าที่เป็นคน
ของ F.L.A.G. ถึงยอมช่วยเขาปิดบังความลับคอขาดบาดตายระดับนี้ได้
จบตอน 26
2 ตอนแรกของเล่ม 4 ผ่านไปแล้วนะครับ
ถ้าไม่ขี้เกียจซะก่อนจะกลับมาโพสต่อนะครับ :)